saxky's profileSoUnD ArtistPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 29

    ปิดฉากจากโลก 10

     
     
     
    ในวันนี้โลกของ 01 กำลังเคลื่อนวิถีโคจร ออกห่างจากรัศมีของดาว ที่ชื่อว่า 10
     
    ดาวที่โลกของ 01  เคยเข้าไปเหยียบ  และสัมผัส
     
    ดาวที่โลกของ 01  เคยเข้าไปหว่านเมล็ดพันธุ์ ที่ชื่อ อะกาเป้  ไว้ในโลกนั้น
     
    ดาวที่โลกของ 01  เคยได้พบเจอกับแฝดเจ้าของโลก 10 ใบนั้น
     
    ดาวที่โลกของ 01  เคยเก็บวัตถุเรืองแสงบางชนิดพกใส่กระเป๋า กลับมายังโลกของ 01
     
     
    เมล็ดพันธุ์ อะกาเป้ มันยังคงกำลังเติบโตขึ้นในโลกของ 10 
     
     
    ถ้า เพียงแต่..............วันนั้น ...............
     
     
    วันที่แฝดผู้พี่เดินออกมาหน้าถ้ำ  แล้วเห็นดอกไม้เล็ก ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้นหน้าถ้ำ   มันชูใบขึ้นทักทายอย่างเริงร่า
     
     
     
    ตึ๊บ.....ตึ๊บ......ตึ้บ..........
     
     
    เสียงฝีเท้าเหยียบย้ำใบอ่อนที่กำลังงอกเงย
     
     
     
    ครูด..........ครูด..........ครูด
     
     
     
    เสียงการถอนรากถอนโคนต้นไม้ที่มีเมล็ดพันธุ์ ชื่อ  อะกาเป้
     
     
    เฟี้ยว........เฟี้ยว..........เฟี้ยว
     
     
    เสียงการลอยละลิ่วของต้นอะกาเป้ จากมือแฝดผู้พี่นั้น
     
     
     
    มันล่องล่อยไปไกล และกระแทกกับโขดหิน  ใบฉีกขาด.... รากโคนถูกถอนรุ่งริ่ง
     
     
    มันกำลังจะตาย...........
     
     
    สายลมพัดมันลงสู่ทะเล  สายน้ำในทะเลกำลังผสมกับสายธารน้ำที่หลังจากต้นอะกาเป้
     
     
    มันถูกพัดลอยมาถึงหน้าถ้ำ ของ 10  อีกครั้ง
     
     
    เจ้าดอกไม้นั้น มันหยุดลอยอยู่หน้าถ้ำ 10 อีกครั้ง และต้านฝืนกระแสน้ำ
     
    มันคิดว่า  แฝดผู้พี่คงอาจเข้าใจอะไรผิด ถึงทำกับมันแบบนี้
     
    ดังนั้น มันจึงรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มันมี ออกเมล็ดพันธุ์ ที่หน้าถ้ำนั้น ใหม่อีกครั้งนึง
     
     
    มันคิดในใจว่า.............
     
     
     "ฉันแค่อยากเป็นดอกไม้   ที่ทำให้แฝดผู้พี่นั้นมีรอยยิ้มเมื่อเดินมาเจอฉันในตอนเช้า
     
    แล้วฉันจะชูใบ แตกหน่อ ออกผล อยู่หน้าถ้ำแห่งนั้น"
     
     
     
    ผ่านไป 3 วัน   เมล็ดพันธุ์อะกาเป้  เริ่มเติบโตด้วยความหวังอีกครั้ง
     
     
    และในวันที่ 4   แฝดผู้พี่นั้นเดินออกมาเจอมันอีกครั้งหนึ่ง
     
     
    มันพยายามชูใบอย่างงดงาม เพื่อทักทายแฝดผู้พี่นั้น
     
     
     
    ตึ้บ......ตึ้บ....
     
     
     
    มันรุ้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปถึงราก  เหมือนโดนของหนัก ๆ มากดและกระแทก
     
    มันได้ยินเสียงแฝดผู้พี่พูดว่า   "ไปนะ ....เจ้าดอกไม้พิษ  เจ้าจะโตขึ้นมาแล้วจะมาทำร้ายเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
     
                                      ฉันต้องทำลายแกตั้งแต่วันนี้  นี่แน่ะ ๆ......"
     
     
    แม้ลำต้น  ใบ และรากของมันจะยับเยินเพียงใด  มันก็สามารถทนได้
     
    แต่ทว่า จิตใจของมันช่างบอบช้ำเกินไป  ที่จะทำให้เมล็พันธุ์ เกิดขึ้นที่หน้าถ้ำในโลกของ 10 ใหม่ได้
     
     
     
    เจ้าดอกไม้ผู้หวังดีเอ๋ย   จงเก็บรักษาหัวใจรักและหวังดีของเจ้า  ไว้ให้คู่กับพื้นพิภพนี้
     
    และให้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปอีกเถอะ   เมล็ดพันธุ์ที่เจ้าได้มอบตัวลงให้กับโลก 10 ใบนั้น
     
    ความหมายของเจ้ามันมากเกินกว่าที่โลกของ 10 จะเข้าใจได้
     
     
    อะกาเป้  เจ้าเมล็ดพันธุ์แห่งความรักล้วน ๆ ที่ก่อกำเนินเพื่อดำรงความรักที่ไม่เหมือนกับรักทั่ว ๆ ไป 
     
              แต่เป็นความรักที่เกิดจากการตัดสินใจที่จะรัก  ตั้งใจที่จะพัฒนาความรัก  ไม่ใช่ความรักแบบ
     
              ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือชั่วครั้งชั่วคราว
     
     
     
    เรา...ได้เดินทางไปเก็บซากความรัก  ความหวังดีของเจ้ากลับมาจากโลก 10 ใบนั้นแล้ว
     
    และถ้ำนั้นก็ปิดตายด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ที่เราก้ไม่มีวันรู้ได้อีกว่า  ภายในถ้ำแห่งนั้นเกิดอะไรขึ้น
     
    การเคลื่อนไหวและวิถีชีวิตภายในนั้นจะดำเนินอย่างไรต่อไป
     
     
     
    การถูกตัดขาดจากโลก 10  มันเริ่มจากความรัก ความหวังดีของเจ้าดอกไม้
     
     
    อย่าไปโกรธเค้านะ  เจ้าดอกไม้     เค้าอาจไม่เห็นเมล็ดพันธุ์แห่งความรักจากเจ้า
     
    เค้าอาจเห็นดอกไม้ที่กำลังเติบโต เป็นต้นไม้ที่สวยงามที่สุดดอกหนึ่ง
     
    กลายเป็นดอกอุตพิษไปก็ได้  และเค้ากลัวว่า  ดอกไม้เล็ก ๆ อย่างเจ้าอาจเติบโตขึ้น แล้วส่งผลร้ายต่อเจ้า
     
    ในอนาคตก็ได้....
     
     
    "อืม...อะไรนะ  เจ้าดอกไม้  เจ้าพูดอะไรนะ  ฉันได้ยินไม่ถนัด???"
     
    "อ่อ....อืม ๆ ๆ  ๆ"
     
     
     
    ดังนั้นเจ้าเมล็ดพันธุ์ อะกาเป้  จึงยังคงดำรงไว้ซึ่งความรัก ความหวังดี และมันกำลังเจริญเติบโต
     
    ภายใต้พันธ์อะกาเป้ ในดินแดนโลกใบใหม่
     
     
    จงดำรงสิ่งนี้ต่อไปนะ
     
     
    เราเอง.....01
     
     
     
     
     
    September 08

    คน ๆ นึงที่อยู่อีกมุมโลกของขอบฟ้าด้านโพ้น

     
     
    เปลี่ยนเพลงใน space ใหม่   พอดี เห็นฝนตกหนักแรงมากเมื่อวานตอนสาย ๆ
     
    ความทรงจำเก่า ๆ ครั้งนั้นก็กลับมา .............
     
    การสูญเสีย...... ความเจ็บปวด.......... การจากลา....  จากไปไม่มีวันกลับมาของใครบางคน
     
     
     
    มันเริ่มจากวันนั้น.... วันที่ฉันเจอเธอครั้งแรก + ความเศร้าบนใบหน้าของเธอ
     
    ไม่มีรอยยิ้ม  มีเพียงน้ำตาคลอแก้มใส ๆ   และหน้าตาที่ดูไร้เดียงสา
     
     
     
     
     
    เราต่างไม่เคยรู้จักกัน      เราต่างดำเนินชีวิตของแต่ละคน  อาจเจอกันบ้าง โดยไม่รู้ตัว 
     
    หรืออาจไม่เคยโคจรในวิถีของกันและกันเลย..................
     
     
    วันนั้นบนรถเมล์  ..... เด็กนักเรียนผู้หญิงคนนึง  พร้อมกระเป๋าใบใหญ่ + หนังสือเต็มมือ
     
    คาดว่าน่าจะเป็นนร. มัธยมปลาย .......
     
    ฉันผู้ซึ่งฟ้าประทานเก้าอี้ให้นั่งอย่างสบายใจ  หันไปยื่นมือช่วยเธอถือหนังสือ และกระเป๋า
     
     
    พี่คะ ......  เด็กคนนั้นเรียกชื่อ พร้อมกับนั่งข้าง ๆ ตรงที่คนเมื่อกี้เพิ่งลุกลงรถเมล์ไป
     
    ขอบคุณค่ะ...... เอ่อ... พี่ค่ะ  หนูขอเบอร์พี่ได้ไม๊คะ  หนูไม่มีใครเลยตอนนี้
     
    ไม่รู้จะคุยกับใคร และก็พี่ดูใจดี   หนูอยากมีพี่สาวววววว ค่ะ
     
     
    คืนนั้นเด็กคนนั้นโทรมาหา  เราคุยกัน.....
     
    เธอเป็นลูกคนมีฐานะ...แต่ชีวิตเล่นตลก  เธอเหมือนมีชีวิตตามลำพัง
     
    เผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริง เพียงตัวคนเดียว......
     
    พ่อ - แม่ ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ   เหลือแต่เธอกับพี่เลี้ยงที่บ้าน
     
    ชีวิตในด้านมืด เพื่อน ๆ ให้เธอลองใช้ยาเสพติดบรรเทาความทุกข์
     
    เธอไม่มีทางเลือก   ในที่สุดเธอติด และ จมวงเวียนอยู่ในด้านมืดนั้นมาตลอด
     
    กระทั่งเธอไม่รู้จะไปพึ่งใคร    และวันนั้นเราเจอกันบนรถเมล์
     
     
     
    หลังจากนั้น ฉันก็คอยแวะเวียนไปคอยช่วยติวหนังสือเธอ.......
     
    พาเธอไปทำอะไรที่ออกห่างจากยาเสพติด........
     
    ฉันผูกพันกับเด็กคนนี้ จนแทบเหมือนเป็นน้องสาว........
     
    อ่ะ ลืมบอกไปว่าเ ธอ ชื่อน้องนัท.........
     
     
    พ่อ - แม่ ของนัท ฝากความไว้วางใจให้ช่วยดูแลลูกสาวคนนี้ให้
     
    และนัทก็ค่อนข้างจะเป็นเด็กขี้เหงา ดังนั้นนัทจึงติดพี่สาวคนนี้มาก
     
     
    แทบทุกอาทิตย์นัท ต้องทำอะไรกุ๊กกิ๊ก ๆ มาฝากพี่คนนี้
     
    ซื้อขนมมาฝากบ้างล่ะ.... เลี้ยงข้าวบ้างล่ะ.... ซื้อหนังสือมาให้บ้างล่ะ
     
     
    ฉันเห็นชีวิตนัทเปลี่ยนไปมาก  จากแต่ก่อนที่รู้จัก
     
    นัทตั้งใจเรียน  ขยัน แทบไม่เคยโดดเรียนเลย ผิดจากเมื่อก่อน
     
    เลิกไปข้องแวะกับยาเสพติดทั้งหลาย ...........
     
    หันมาเล่นกีฬา  (ว่ายน้ำ)  แต่ฉันนี่แทบตาย เพราะว่ายน้ำไม่ค่อยเป็น แต่ต้องไปเป็นเพื่อนนัทตลอด
     
     
    และก็มีทะเลาะกัน งอนกัน ตามเรื่องราวของ ผู้หญิง 2 คนที่ต้องมาผูกพันชีวิตกัน
     
    ล่าสุดนัทเริ่มหงุดหงิด ที่ฉันเอาแต่ซ้อมดนตรี ไม่ค่อยได้มีเวลาพาน้องไปเที่ยวไหน
     
     
    ก็เพราะมีงานต้องซ้อมดนตรี  เล่นคอนเสิร์ตบ่อย ๆ  เวลาจึงหมดไปกับการซ้อมดนตรี
     
    ถึงบ้านเหนื่อย   หมดแรง   .......... ช่วงนึงจึงไม่ค่อยได้เจอนัท
     
     
    แต่รุ้ว่านัทกำลังไปต่างประเทศกับที่บ้าน  ไปช่วง summer 
     
    วันนั้นฉันจึงไปส่งนัทที่สนามบิน.........  นัททำหน้าเศร้า   วิ่งเข้ามากอด
     
    แล้วยื่นจม. สีชมพู (ซึ่งเป็นสีที่นัทชอบ มาก)  ใส่ซองเล็ก ๆ มาให้
     
     
    ฉันเห็นน้องนัทร้องไห้........ ใจฉันไม่ค่อยดีเรย รู้สึกแปลก ๆ 
     
    + นัทคงคิดถึงพี่มากเรยอ่ะ.....
     
    +  อืมม...พี่ก็คงคิดถึงเราเหมือนกันนัท  ไว้เดี๋ยวกลับมาจะพาเที่ยวน๊า 
     
    +  เย้ ๆ ๆ ๆ สัญญา นะ ๆ  ว่าจะพานัทเที่ยว  แล้วก็ไปว่ายน้ำด้วยกันอีก
     
    +  ฮื่อ....  ฉันพยักหน้า
     
     
     
    ฉันส่งนัท จนลับตา แล้วก็รู้สึกใจหวิว ๆ แปลก ๆ   บอกไม่ถูก
     
    3 วันต่อมา  มีโทรศัพท์ปลุกฉันกลางดึก  ประมาณ ตี 2.30  ......
     
    +  ต้อมจ๊ะ  นี่แม่น้องนัทค่ะ
     
    +  ค่า...คุณแม่มีไรป่ะคะ ทำไมร้องไห้ด้วย อ่ะคะ
     
    +  คือ  คือว่า น้องนัทค่ะ....
     
    +  นัททำไมคะ  ???   เสียงแบบนี้ทำให้ความง่วงในตัวฉันวิ่งหายไปทันใด
     
    +  นัทประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ icu อาการหนักมาก หมอบอกว่าให้ทำใจ
     
     
     
    ฉันหน้าชา  ตัวชา   เหมือนโดนสต๊าฟไว้อย่างนั้น
     
    นิ่ง ไปนานเท่าไหร่ไม่รู้        รู้แต่ว่า........ ทำไมต้องเป็นนัท  เกิดอะไรขึ้นเนี่ยะ
     
    แล้วทำไมนัทต้องทำอะไรให้เราจนต้องประสบอุบัติเหตุ.....
     
    ถ้านัทเป็นอะไรขึ้นมา  คนที่เราไม่ยกโทษให้เลย คือตัวเรานี่ล่ะ
     
     
    แม่นัทบอกว่า  วันนั้นก่อนเกิดอุบัติเหตุ นัท จะไปถ่ายรูปทะเลมาฝากเรา
     
    เพราะนัทรู้ว่าเราชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจ   .........
     
    วันนั้นฝนลงเม็ดปรอย ๆ ๆ  แต่นัทบอกว่า ยังไงก็ต้องไปถ่ายมาฝากเราให้ได้
     
     
    ระหว่างทางตอนกลับ ฝนเริ่มตกหนัก รถลื่น และพลิกคว่ำ........
     
    นัทนอนสลบอยู่ในรถนั้น ไม่รู้สติอะไรอีกเลย
     
     
    ทุกเวลาที่ผ่านไปแต่ละวันของฉัน มันช่างเนิ่นนาน เชื่องช้ามาก
     
    จิตใจรอฟังข่าว และอาการของนัท........... ทำอะไรไม่ได้เลย 
     
     
    จนกลางดึกอีกวันนึงมีโทรศัพท์จากแม่นัท...........
     
     
    นัทประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา..........
     
    จม. สีชมพูฉบับนั้น ฉันยังจำได้ไม่เคยลืม ว่า
     
    "พี่คะ.... นัทขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง   นัทไม่เคยมีพี่สาว แต่พี่ทำให้นัทรู้ว่า พี่สาวที่ดีที่สุดเป็นยังไง
     
    พี่เป็นทั้งพี่  เป็นทั้งเพื่อน  เป็นหลาย ๆ อย่าง ที่นัทรู้สึกว่า ชีวิตพี่เป็นส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งในโลกของนัท
     
    และนัทขาดพี่สาวแบบพี่ไม่ได้   ถึงแม้ว่าวันข้างหน้าจาเป็นยังไง  จะเกิดอะไรขึ้น  นัทจะจำเวลาดี ๆ
     
    จำพี่สาวที่ดี ๆ  คนที่เสียสละเวลา เสียสละสิ่งทีพี่อยากทำไปหลายอย่างเพื่อมาทำให้เด็กอย่างนัท
     
    มีชีวิตที่ดีขึ้น  นัทรักพี่มาก   พี่สัญญานะว่าจะไม่ลืมน้องสาวคนนี้  อย่าทำให้อะไรมาพรากความสัมพันธ์
     
    ที่ดีของพี่กับน้องของเรานะคะ  อ้อ...สิ่งที่จะมาพรากได้คงมีแต่ความตายแล่ะค่ะพี่  แต่ยังไงก็พรากได้แต่กาย
     
    แต่ใจเรายังอยู่ด้วยกันเสมอ เราผูกพันกันเสมอนะพี่"
     
     
    นั่นเป็นประโยคนึงในจม. สีชมพูนั้น  เหมือนจะสั่งเสีย   เหมือนจะร่ำลา  เหมือนจะขอสัญญาบางอย่าง
     
    แต่ นั่นก็เป็นจม. ฉบับสุดท้าย ที่นัทเขียนให้จริง ๆ 
     
     
    ครั้งใดที่ฝนตก  ฉันมักคิดถึงน้องคนนี้เสมอ  คนที่ทำอะไรบางอย่างให้ฉัน จนต้องเอาชีวิตเข้าแลก
     
    น้ำตา  ฉันจะไม่ร้องให้นัทได้เห็น...........
     
    ความเสียใจ  ฉันจะไม่แสดงออกให้นัทเห็น...........
     
    แต่ฉันรู้ว่า ตอนนี้ชีวิต ความผูกพันของนัท  ฉันเก็บไว้ในใจแล้ว
     
     
    เพราะฉะนั้น ไม่มีใครเห็นน้ำตาฉัน จากการสูญเสียนัท
     
    แต่ในใจฉัน   ฉันรู้ว่านัทก็รู้ เพียงคนเดียว  ที่รู้ เพียงคนเดียวจริง ๆ
     
    ข้างในนี่ไง....  ในใจ ที่เก็บน้องคนนี้ไว้ไม่เคยลืม  จนถึงทุกวันนี้
     
     
    รอกันก่อนนะ......  วันข้างหน้า เมื่อใดที่พี่อ่อนล้า เหนื่อยแรง จนเดินต่อไปไม่ไหว
     
    นัทช่วยมาแบกร่างของพี่คนนี้  ไปที่ ๆ ที่นัทอยู่ด้วย 
     
    พี่ขอมอบเพลงที่พี่แต่งให้น้อง ไว้ ใน space ตรงนี้เลยล่ะกัน
     
    เพลงนี้แต่งให้นัท หลังจากที่พี่ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนัท .........
     
    นัทฟังนะ   พี่จะร้องให้นัทฟัง  เพลงนี้เป็นเพลงของนัทเพียงผู้เดียว
     
     
     
    "  เธอได้จากฉันไปแล้ว....  เวลากับคำว่ารัก     เวลาที่ฟูมฟักรักสองเรา    
     
       วันนี้เธออยู่แห่งไหน ....  ในใจมันเรียกหา     กลัวว่าเธอลืมตาขึ้นมา  กลัวเธอเหงาใจ 
     
       เวลาที่มันผ่านไป ......   ฉุดรั้งอะไรไม่ได้     วันพรากเธอห่างไกลจากฉัน
     
       หากเวลาจะพอเหลืออยู่    จะยื้อไว้สักวัน       จะทำให้เธอนั้นได้สุขใจ... กับช่วงเวลาที่มี
     
     
     
    ปล.  พอก่อนนะนัท พี่พิมพ์ต่อไปไม่ไหวล่ะ ท่อนที่เหลือ  เพราะน้ำตามันเอ่อ ล้น คลอแก้มพี่อีกแล้ว
     
          ท่อนที่เหลือ ที่พี่ร้องให้นัทฟังทุกวันบ่อย ๆ ไงล่ะ  นัทคงจำได้  
     
          ฝนตกคราใด บทเพลงของน้องคนนี้มันจะกลับมาทักทายพี่ทุกครั้ง...........
     
          บางที่พี่รู้สึกว่า นัทเหมือนสายฝน  คือไม่เคยจากโลกนี้ ไม่เคยจากพี่ไปเลย
     
          ทุกครั้งที่ฝนตก  พี่จะมองเห็นนัทเสมอ  เหมือนว่านัทมาอยู่ข้าง ๆ พี่  มาทำให้พี่ดีใจ
     
          เพราะพี่ชอบเล่นสายฝน   พี่ไม่กลัวฝน   พี่ผูกพันกับสายฝน และพี่ผูกพันกับสายใยของคำว่าพี่น้อง
     
     
     *   อย่านอนมากไปนะนัท  ตื่นได้แล้ว  ตื่นมาดูพี่บ้างว่า ตอนนี้ชีวิตพี่ไปไกลเกินกว่าที่นัทเคยเห็น
     
         สิ่งที่พี่สัญญาไว้กับนัท พี่ได้ทำจนหมดแล้ว ยกเว้นแค่เรื่องเดียว..........
     
         บ้านของนัทตอนนี้คงอยู่ไกลจากบ้านของพี่มาก    ยังไงซะ พี่กำลังเดินทางไปหานัททุกวัน
     
         ทุกก้าวของพี่  มันคือการเดินทางไปยังบ้านของนัท  ระยะเวลา เราคงใกล้กันมากขึ้นแล้วล่ะ
     
         รอพี่อีกหน่อยนะ...........   พี่จะเดินทางไปหานัทที่บ้านเอง...
     
     
          ตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี  นะน้องนัท
         
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     เวลาฝนตั้งเค้ามาทีไร ใจคอไม่สบายทุ๊กที......
     
     
     
     
    September 05

    ขอรำลักบางอย่างให้น้องต้อม.... (วัยเด็กที่ไม่เคยเลือนหายไป)

     
     
    ประมาณวันพฤหัสที่แล้ว.... พอมาทำงาน ก็มีของ  ชิ้นนึงวางไว้บนโต๊ะ
     
    พร้อมกับการ์ดข้อความเล็ก ๆ แนบไว้   ปรากฏว่าเปิดไปก็เป็นหนังสือการ์ตูน 7 เล่ม อยู่ในนั้น
     
    ชื่อเรื่อง  The Perfect World of Kai   หรือชื่อภาษาไทย คือ วัยกระเตาะ ตึ่ง ตึง ตึง
     
    จากน้องชายคนนึง ฝากเอามาให้ (เป็นเพื่อนของกิฟท์น้องที่ออฟฟิชอีกที)   โห.....ซึ้ง จัย จิง ๆ ๆ ๆ
     
     
    ก็วันนี้นั่งอ่านบนรถ แล้วน้ำตาซึมเลย   เนื้อเรื่องมันเกี่ยวกับเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านการเล่นดนตรี
     
    แต่ว่าบ้านเด็กคนนี้อยู่ในป่า  และในกลางป่า จะมีเปียนโนที่เด็กคนนี้ใช้ซ้อม ใช้เล่นตั้งแต่เด็ก ๆ ๆ
     
    แล้วก็เขามีความจำที่เป็นเลิศมาก  ฟังใครเล่นเ พลงอะไร สมองเขาสามารถจำโน้ตได้หมด
     
    ภายในครั้งเดียว  แล้วก็จำกลับไปเล่นกับเปียนโนของเขาคนเดียวท่ามกลางป่านั้น
     
     
    เขาเล่นออกมาจากใจภายใน  เขาอ่านโน้ตไม่ออกสักกะตัวเดียว 
     
    เปียนโนตัวนี้มีความพิเศษ ตรงที่ ไม่มีใครสักคนที่จะดีดได้แล้วมีเสียง
     
    มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถดีดมันเป็นเสียงได้  จนเป็นที่ร่ำลือว่า มีผีเปียนโนอยู่ในป่านั้น
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ก็ประมาณนี้อ่ะ  เรื่องย่อ ๆ ๆ  เท่าที่อ่านจนถึงเล่ม 7 (จริง ๆ ตอนนี้มีถึงเล่ม 11 และ)
     
     
    ทำไมเราต้องน้ำตาซึม ???...
     
    ทำไมเราต้องเศร้า ????
     
    ทำไมเราต้องกลุ้มใจ ???
     
    ทำไมเรามัวแต่คิดเรื่องนี้ทั้งวัน???
     
     
    ตั้งแต่เราถือกำเนิดมา จวบจนถึงทุกวันนี้  เรากำลังค้นหา  ค้นหาดนตรีภายในตัวเรา
     
     
    เราได้เสียสละหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่ง การฝึกซ้อม
     
    เราได้ทิ้งหลายสิ่ง เพื่อทำให้กับบางอย่าง  นั่นคือ การซ้อมดนตรี
     
     
    ความผูกพัน นั้นใช้เวลา ใครเคยพูดหว่า????......
     
    สมัยที่เรายังเด็ก ๆ  เราชอบร้องเพลงมากกกก  ตื่นก็ร้อง  ไปไหนก็ร้อง  นอนก็ร้อง
     
    จนคนแถวบ้านเขาชิน และก็ชอบให้ร้องซะด้วย 
     
    วิทยุเปิดเพลงไหนมา เราฟังรอบเดียวก็จำได้ขึ้นใจ   ร้องได้สบายบรื๋อ...
     
     
    แล้วที่ไหนมีวงเหล้า ต้องมีเรา ไปขับกล่อมทำนองเพลง ให้เขาฟัง  แถมได้ตังส์ด้วย (อันนี้ชอบ 55)
     
    ไม่ร้องปล่าว ๆ นะ แต่ว่า  ต่อไมล์ ออกลำโพงซะดังลั่นไป 7 - 8 ซอยเล๊ย 
     
     
    พอโตขึ้นมาหน่อย เข้ารร. ประถม ก็ไปอยู่วงดุริยางค์ ของโรงเรียน 
     
    เครื่องดนตรีที่จับชิ้นแรกคือ bellera หรือเจ้าตัวนิ้งหน่อง ๆ ๆ   ที่เป็นเหล็ก แล้วใช้ไม้ตีเป็นเสียง
     
     
    ตอนเด็กเรารักที่จะเล่น  เรามีความสุขที่ได้เล่นดนตรี  เรามีเพื่อนเยอะมาก เวลาซ้อมดนตรี
     
    เราชอบบรรยากาศแบบนี้เป็นที่สุด  ภาพความสามัคคีของเครื่องดนตรีแต่ละคน
     
    พอเอามารวมกันใน 1  เพลง มันช่างไพเราะ เพราะพริ้งมาก ๆ ๆ
     
     
    พอเข้ามัธยม เราก็ได้โดนคัดตัวไปเล่นดนตรีในวงโยธวาทิต
     
    ที่นั่นเป็นรร. หญิงล้วน  ใครเป็นนักกีฬา  นักดนตรี จะเป็นที่กรี๊ดของเด็ก ๆ ที่นั่น
     
    เราก็โด่งดังไม่น้อยเลยที่รร.แห่งนั้น   ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากเลย จริง ๆ ขี้อายมากเช่นกัน
     
    พอเข้ารร. มาตั้งแต่หน้าประตู  มันจะมีเด็ก ๆ มายืนรอรับ แต่เช้าและ  (มันไม่ไปทำอะไรกันบ้างหรือไงฟะ)
     
    พอเดินขึ้นตึก ก็จะมีสายตามอง แล้วยิ้ม ๆ ให้ตลอด  (กำ ๆ ๆ ๆ   ยิ่งขี้อายอยู่ พอเจอคนทำแบบนี้ เนี่ยะ
     
    เราเดินเตะ โน่น  เตะนี่ตลอดทางเลย )
     
     
    บางทีไม่รู้จักเลย ก็มายิ้มให้ เอาของมาให้ บางวันก็มีดอกไม้มาด้วย  (เห้อ.... )
     
    หลังเลิกเรียน ไม่เคยไปเที่ยวไหนกับเพื่อน ๆ เลย  ซ้อมดนตรีตลอด จนถึง 2 ทุ่ม
     
    เสาร์ - อาทิตย์ ก็ต้องเข้ามาซ้อมดนตรี   (ช่วงเวลาที่เราสนุกมาก ๆ  )
     
     
    อ่ะ อีกอย่างเราได้เรียนห้อง king ด้วยนะ เรียกว่าเป็นห้องท๊อปของบรรดา 1 ใน 10 ห้อง
     
    เราเรียนสาย คณิต - อังกฤษ  ดังนั้น เราจะโด่งดังมากในเรื่องภาษาอังกฤษ
     
    เพื่อน ๆ ชอบให้เราติวภาษาอังกฤษ   อ่านะ คุยนิ๊ดนึง ๆ ๆ ความภูมิใจในวัยเด็ก
     
     
    ดังนั้นเราจึงมีเพื่อน ๆ เยอะ ตั้งแต่เด็ก  เราชอบที่จะเจอคน  รู้จักคนใหม่ ๆ
     
    เราถือว่า การรู้จักคนใหม่ ๆ  รู้จักคนเยอะ ๆ มันทำให้มุมมองเรากว้างมากขึ้น
     
    ทัศนคติ เราก็กว้าง และหลากหลาย   .........................
     
     
    อ่า ด้วยความเป็นคนฮา ๆ อารมณ์ดี  ที่สำคัญตอนเด็ก ๆ อ่ะ น่ารัก ๆ ๆ นะ 
     
    เลยเป็นที่จับตามองของคนอื่น ๆ และเป็นที่รักของครู - อาจารย์และเพื่อน ๆ ๆ
     
    ครูคนนึงเคยบอกว่า  "เธอนี่ เกิดมาโชคดีนะ พร้อมกับนิสัยที่พิเศษบางอย่างในตัวเธอ จำไว้เธอจะเป็นที่รักของคนอื่น ๆ
     
    แต่ก็ระวัง คนจะไม่ชอบขี้หน้าเธอด้วยแล้วกัน"       ตอนนั้นฟังแล้วไม่เข้าใจนะ  (แต่ตอนนี้เริ่มรู้และที่ครูคนนั้นพูด)
     
     
    เราผูกพันมาก กับ Saxophone เครื่องดนตรีที่เราถนัดที่สุดในชีวิต
     
    เราผูกพันกับเพื่อน ๆ นักดนตรีมากด้วยเช่นกัน  เรียกว่า เรียนด้วยกัน  กินนอนด้วยกัน  ซ้อมด้วยกัน  ออกงานด้วยกัน
     
    วัฏจักรชีวิตเราสมัยมัธยมต้น เป็นแบบนี้จริง ๆ  ๆ   แทบไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย
     
    ชีวิตมีแต่ดนตรี และเพื่อน ๆ ๆ
     
     
    แต่ก็ไม่รู้เปนไรเหมือนกัน เวลาเพื่อนมีปัญหา มันชอบมาเล่า มาปรึกษาให้ฟัง
     
    เราจึงเป็นศิราณี มาตั้งแต่สมัยเรียน.......  บางทีก็ไม่ได้ช่วยไรมันเล๊ย  แค่นั่งฟังมันพูด ๆ ๆ ๆ
     
    เสร็จแล้วมันก็หาย บางคน มีคำตอบให้ตัวเองแล้วเสร็จสรรพ  555 
     
     
    บางทีต้องเป็นตัวไกล่เกลี่ยปัญหาในวง ให้กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ด้วย (เห้อ...ชีวิต ตรูมาซ้อมดนตรีนะเนี่ยะ)
     
    บางวันซ้อมดนตรี กลางแดด จัด ๆ ๆ จนเพื่อน ๆมองเราไม่เห็นกันไปก็มี  (ก็ยิ่งดำ ๆ อยู่เนี่ยะ)
     
    กลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปซะ......
     
     
    เรียกว่าชีวิตของการเล่นดนตรี ช่วงวัย 10 กว่า ๆ นั้น มันช่างโหด แสนเข็ญจริง ๆ
     
    เลิกเรียนต้องออกกำลังกายก่อนเลย โดยการวิ่งรอบรร.  ต่อไปก็ขยายออกไปวิ่งนอกรร.
     
    พอวิ่งเสร็จก็มานั่งซ้อมดนตรี    ต้องดูแลน้อง ๆ คอยสอนโน้ต สอนโน่นนี่ มารยาทในการอยู่ร่วมกับคนอื่นอีก
     
    แล้วถึงจะได้ไปเข้าร่วมซ้อมวงใหญ่อีกทีตอนท้าย ๆ ๆ ..........
     
     
    มันส์มาก ๆ นะ   ขอบอก ว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 3 ปี มันได้อะไรมาก ๆ เลย
     
    มันไม่เคยลืม หรือเลือนไปจากใจเราได้เรยนะ...............
     
    เมื่อนึกถึง อดีตก็โผล่ออกมา ให้ปัจจุบัน น้ำตาซึมอยู่ไม่น้อย.....
     
     
    หลังจากนั้น เราโดนที่บ้านบังคับให้ไปเรียนรร. พาณิชย์  เสียใจเป็นที่สุด
     
    เราต้องจากเพื่อน ๆ และดนตรีที่เรารักไปแล้วหรือนี่........
     
    เราซึมไปนานพักใหญ่เลย  เหตุผลที่ถ้าเราไม่ออกจากม. 3 ไปก่อน และเรียนจนจบม. 6
     
    รร.จะส่งเราไปที่มศว.  คณะดุริยางคศิลป์ โดยไม่ต้องสอบแต่ประการใด ๆ เลย
     
     
     
    แล้วเราก็ได้ไปสอบติดที่ พาณิชย์บพิตรพิมุข (รร.พาณิชย์ชื่อเสียงดี และดัง แต่เราไม่รู้อ่ะ ไม่ได้สนใจ สนใจก็แต่เรื่อง
     
    ดนตรี และเพื่อน ๆ เราเท่านั้น)
     
    ตอนเรียนที่นั่นเนี่ยะ เราก็เรื่อย ๆ อ่ะ  ชอบโดดเรียนด้วย  พาเพื่อน ๆ โดดเรียน ไปหาของกิน
     
    แน่ะ  เพื่อน ๆ มันก็รักเราเหลือเกิน  โดดเป็นเพื่อนทุกที 5555
     
    วิชาเอกเนี่ยะเป็นภาษาจีน  แต่ขอโทษ ถึงโดดเรียนบ่อย ๆ แต่ได้ A  กับ B ไปฝากที่บ้านตลอด
     
    การเรียนเกรด 3 ขึ้นตลอด   ......... ไม่มีตก (จะ-ภูมิใจทำไมฟะเนี่ยะ)
     
     
    แต่ในใจลึก ๆ มันไม่มีความสุขจริง ๆ ยังไงไม่รู้ เหมือนขาด ๆ อะไรไป
     
    จนวันสุดท้ายจบจากที่นั่น เราก็ ใช้ชีวิตทำงานอยู่พักนึง....
     
     
    พี่น้องคร๊าบ.... ไม่ไหวและคร๊าบบบ   ในใจมีแต่เสียงเร่าร้อน เรียกร้อง เสียงกู่ก้อง บางอย่างอยู่ตลอดเวลา
     
     
    เลยตัดสินใจไปสอบดนตรีอีกครั้งนึง..............
     
    โอวช่วงนี้ถ้าใครได้ไปดูหนังเรื่อง season change  จะเข้าใจชีวิตช่วงนึงของเราเลย
     
    ว่าช่างเหมือนกันเด๊ะ ๆ ๆ    ...........
     
     
    ตอนอยู่ในห้องสอบ กับคณะกรรมการ  อาจารย์คนนึงบอกว่า  ไปเตรียมตัดชุดไว้เรยนะ
     
    ฮ่า  ๆ ๆ ๆ  เยส  ๆ ๆ ๆ ๆ ตรูได้เรียนดังหวังแล้วเฟ้ย
     
     
    เห้ย ยาวมากไปป่ะเนี่ยะ  ......ไว้มาเล่าต่อพรุ่งนี้ละกัน  เหอ ๆ ๆ
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    September 04

    โลกของเจ้าหญิง 10

     
     
     
     
    ครั้งหนึ่ง  ยังมีเจ้าหญิงองค์หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ดาวอันกว้างใหญ่ ชื่อว่าดาว 10
     
    และเธอ ขี้เหงา อยากมีเพื่อน...... หรือใครสักคนหนึ่ง
     
     
    แต่เนื่องจากฉันไม่อยากให้ใครอ่านเรื่องที่ฉันเขียนเล่น ๆ ให้เพื่อนคนนี้  (เพราะฉันไม่ได้เขียนจะไปขายจริงจัง)
     
    ที่ฉันพยายามเขียนถึงเธออยู่ขณะนี้  ก็เพื่อว่าฉันจะได้ไม่ลืมเธอเสีย
     
    คงเป็นเรื่องที่น่าสลดใจมาก  ถ้าเราลืมเพื่อน.... ทุกคนไม่ได้มีเพื่อนเสมอไป
     
    ถ้าฉันลืมเขา......  ฉันก็อาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สนใจแต่เรื่องของตัวเลข  เรื่องของตัวเอง
     
    บางทีฉันก็เอาจริงเอาจังกับคำพูดของเพื่อนเกินไป  จนกลายมาเป็นความทุกข์
     
     
    เพื่อนคนนี้ ของฉัน เธอกำลังเดินทาง เพื่อแสวงหาอะไรบางอย่าง
     
    วันที่ฉันเจอเธอครั้งแรก  เธอเหมือนดังดอกไม้แรกแย้ม  งดงาม สดชื่น
     
    ทว่า  ฉันก็รู้จักดอกไม้นั้นดีขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว.......
     
    ในโลกของฉัน มีดอกไม้นานาพรรณ หลากหลายชนิด.....
     
    ฉันมักชื่นชมความงาม ความหอมหวลของมัน ได้เสมอยามมองไปรอบกาย
     
    แต่เจ้าหญิงน้อยแห่งดาว 10 นี้ เธอมอบดอกไม้ที่ฉันไม่เคยพบเจอใด ๆ ในโลกนี้เลย
     
     
    ฉันไปค้นพบเจอเธอ ที่ชายป่า แถว ๆ ลำธารน้ำ
     
    ตอนนั้นฉันกำลังเดินชื่นชม ความงามของธรรมชาติและมวลดอกไม้อยู่....
     
    เธอทำท่าเงอะ ๆ เงิ่น ๆ เหมือนระแวง ตัวอยู่ตลอดเวลา  ยามที่เจอฉัน
     
    ฉันยื่นมือไปจับเธออย่างแผ่วเบา........ ร่างนั้นสั่นสะท้านเล็กน้อย
     
    เธอยื่นมือมาจับฉันอย่างสั่นเทา
     
     
    เธอบอกว่า เธอมาจากดาว 10..... ดาวที่ไกลโพ้นไปทางขอบด้านทิศตะวันออก ปลายฟ้าโน่น
     
    ดาวที่มีแต่ฝนตกตลอดเวลา .......   มีท้องทะเล ที่กว้างใหญ่ เต็มดาวดวงนั้น
     
    ดาวที่บางทีท้องฟ้าก็สว่างไสว ....... แต่บางครั้งก็มืดครึ้ม
     
     
    นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ฉันรู้จักเจ้าหญิง แห่งดาว 01
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    September 03

    I'm sorry

     
     
    ไม่รู้จาพูดคำไหนได้มากกว่าคำว่า I'm sorrry
     
    นายอยู่ไหน???.........
     
    นายอยู่ไหน???........
     
    นายอยู่ไหน???........
     
     
    ทำไมใจร้ายจัง  ............ นายไม่รับโทรศัพท์เราเลย
     
     
    แล้วเพลงที่เราแต่งให้นาย มันเสร็จแล้วนะ ใครจะมาฟังล่ะ???
     
    น้ำตาที่พรั่งพรูของเรา ใครจามาซับให้เหมือนวันเก่า
     
    ทุก ๆ เช้าใครจะโทรมาปลุกเราล่ะ
     
    ก่อนนอนใครจะร้องเพลงให้เราฟัง??
     
    ใครจะมายีหัวเรา เหมือนที่นายเคยทำ
     
     
    เราขอโทษ ถ้าเราพูดในวันนั้นมันทำให้นายสะเทือนใจมาก
     
    เราขอโทษ เรารู้ว่าคำพูด พูดไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้
     
    เราขอโทษ ที่เราเลิกคิดถึง เลิกรักนายไม่ได้
     
     
     
    แค่นี้ล่ะที่จาบอก เผื่อนายผ่านเข้ามา
     
     
     
    September 02

    แค้น ไม่คิดให้อภัย !!!!

     
     
    พี่น้องค๊าบบบบ  แค้นค๊าบบบบบ!!!!!
     
    มีบทความลึกซึ้ง ดี ๆ ที่กลั่นออกมาจากใจภายในของเรา แล้วใย จึงต้องมีปรากฏการณ์ ไฟดับด้วยฟะ !!!
     
    ขอโกรธ....ขอแค้น.... ขอไม่ให้อภัยค๊าบบบ
     
    ตะกี้ แรงบันดาลใจ อย่างแรง กำลังถาโถม แปรเปลี่ยนจากสมอง  ลงสู่ปลายนิ้ว ปรากฏออกสู่หน้าจอคอม
     
    ใน space อันเนี๊ยะ...
     
     
    ยิ่งคิดยิ่งแค้น....ยิ่งแค้นก็ยิ่งเครียด....ยิ่งเครียดก็อยากเหล้า เอ๊ย อยากเล่า
     
     
    อ่านะ...  บทความที่แสนดี แสนรักของฉันตะกี้ ต้องมลายหายสาบสูญ ไปทันใด
     
    อย่างไม่มีวันผุดวันเกิด พร้อมกับการมาของแก...
     
     
    พรึ่บ.... กรี๊ดดดดดดดด
     
     
    ฉันไม่สามารถกู้เวลาแห่งการหายสาบสูญไปตะกี้ คืนมาได้...
     
    ฉันไม่ใช่โปรแกรมเมอร์เวลา......
     
    ฉันเป็นแค่คนธรรมดา ตัวเล็ก ๆ ที่เผชิญชีวิตในโลกกว้าง 
     
    แล้วใย จึงมาทำกันเยี่ยงนี้......
     
    ไฟดับ ค๊าบบบ.....  ดับทำไมฟะ 1 นาทีเนี่ยะ
     
     
    เรื่อง Seek บทความเรื่องการเดินทางของฉัน กำลังไปถึงจุด peak แล้ว  โอ้ว....โนว
     
    อย่าเพิ่งไป no  อย่าเพิ่ง go  ไม่ !!!!!!!
     
    ไอ้บ้า..... ไอ้บ๊องส์.....  ไอ้ไฟดับบ้า  ไอ้ไฟดับ แย่  (ด่าไม่เป็นอ่ะ ช่วยคิดคำด่าเจ็บ ๆ ให้หน่อย ถึงจะสาสม
     
    กับมารยาทที่แสนแย่ของมันที่ทำกับช้านนนนได้)
     
     
    ไอ้มืด....(อุ้ย เข้าตัว)   ไอ้ดำ...  ไอ้   ไอ้ ไอ้ ไฟบร้า
     
     
    แค้นเฟ้ย......อุตส่าห์วิ่งหนีจะตามไปเตะตูดมัน  มันก็หายไปเร็วซะง้าน
     
    ดีล่ะแก....  ฉันตามหาแก ไม่ปล่อยแน่ ๆ ๆ ๆ ถ้าเจอแกเมื่อไหร่  ฉันจะ  จะ  จะ
     
     
    จะทำไรดีหว่า ???   ช้าน จะ ....จะ....จะ..... (ช่างมันตอนนี้คิดไม่ออก)
     
    อารมณ์เสีย.....อารมณ์บูด   เข้าขั้น หมดอายุด้วยเฟ้ย
     
     
    แง ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ   อาววววบทความเรื่อง การเดินทาง ของฉันกลับมาที
     
     
    ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยยยย.........Help me plzzzzzzzz
     
     
    ปล.   อย่าให้เจอหน้าที่ไหนนะ  อย่าให้รู้ด้วยว่าบ้านแกอยู่ไหน  ไม่ง้านฉันจะเข้าไปดับไฟที่บ้านแกแทน
     
            ไอ้ไฟดับบ้า..... ไร้มารยาทสิ้นดี