saxky's profileSoUnD ArtistPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 15 ใช้ชีวิตให้คุ้ม หายไปนาน ... กลับมาคราวนี้ ก็พาเรื่อง หลากหลายกลับมาเล่า ให้ฟังเยอะแยะเลย ทั้งงานใหม่ ๆ โปรเจคใหม่ ๆ ดนตรีใหม่ ๆ เพื่อนใหม่ ๆ คนมากมายที่ได้รู้จัก สถานที่ใหม่ ๆ คุ้มนะชีวิตนี้..... ล่าสุดจะึขึ้นเล่นคอนเสิร์ตที่สยามพาวาลัย ณ พาราก้อน ง่อน ง่อน ปลื้มมาก ๆ ได้ขึ้นกับนักดนตรีมืออาชีพ แนวหน้าเมืองไทย ศิลปินระดับคุณภาพเมืองไทย ชีวิตนี้ ไม่เคยคิดฝัน จะได้มีบุญ เอ๊ย ได้มีโอกาสมาทำเรื่องแบบนี้ เด็กพระประแดงตัวดำ ๆ ตาดำ ๆ จะมีโอกาสมาได้ขนาดนี้ คอนเสิร์ตก็ โปรโมทหน่อย วันที่ 26 ต.ค. นี้ วันอาทิตย์ตอนเย็น ๆ เลย ขายบัตรด้วยงานนี้ ชื่อคอนเสิร์ต Love Is (ตื่นเต้น จัง... ตื่นเต้นนี่มันเป็น ภาษาญี่ปุ่น เหรอไงหว่า ต้อง มีจังด้วย เอิ๊ก ๆ ) ช่วงนี้ก็ซ้อมกันหนักหน่วง แทบทุกวัน คร่อกฟี้ ........ (เรานี่อู้ตลอดศก เหอ ๆ) งานดนตรีก็เล่นทุกวัันเลย ช่วงนี้ มีงานเข้ามาเพิ่ม มีevent เข้ามาเยอะเลย ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ แถมทุกคน ที่เรารู้จัก เป็นคนดีทั้งนั้น (ถึงว่าสิ เค้าว่าถ้าเราเป็นคนดีก่อน มักมีเรด้า เรียกคนดีมาเข้าใกล้ ๆ เว่อร์แระ ๆ ) ขอบคุณทุกคนน๊าาา ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้ทุกวันของเรา ทั้งสุข ทุกข์ มันหล่อรวมมาเป็นเราได้จนถึงทุกวันนี้ เรื่องดี ๆ ก็เก็บจำไว้ อะไรที่มันทำให้เรารู้สึกแย่ ก็ทิ้งไป จำแต่ส่วนดี ๆ ของกันและกัน แค่นั้นเป็นพอ แล้วมิตรภาพ ของทุกคนจะยั่งยืน เสมอไป เรามีความรู้สึกนึง ติดตัวเราเสมอคือ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในความสุข และความสำเร็จของคนที่เราได้รู้จัก ทุกคนเลย แค่เรามีส่วนได้ช่วย ได้ทำอะไร ๆ ให้กับเค้าที่เรารู้จักบ้าง แค่นี้เพียงพอแล้ว *ปล. เราไม่ใช่คนดีอะไร เป็นคนธรรมดา แต่แค่อยากทำให้คนที่อยู่รอบตัวเรา มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แค่นั้นล่ะ พี่น้องเอ๊ย May 21 ขอไว้อาลัย อำลา (แอบเศร้าสักวันเหอะน๊า)คืนนี้ น้ำตา ช้านกำลังไหล อยู่ภายใน สิ่งที่เปนเปลือกหุ้มห่อ จิตวิญญาณอยู่นี้
ขอไว้อาล้ย อำลาให้กับบางเหตุการณ์ที่ย่อมเกิดเป็นธรรมดาบนโลก และชีวิตมนุษย์ทุกคน
มันไม่เกี่ยวกับเรื่องตัวเองหรอก (อ้าว...แร้วแกจาเศร้าไมเนี่ยะไอ้ วัยรุ่น...)
แต่แอบเศร้า สลด รันทด ซึม ถวิลหา ให้กับ การจากลาของคน 2 คน ไม่ใช่ จากกันไปจากโลกใบนี้
แต่เป็นการจากไปของหัวใจที่ไม่สามารถรวม ร่วมเป็นหนึ่งเดียวได้เหมือนดั่งเก่า
เมื่อถึงเวลาแบบนี้ เราจะรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ได้ยังไงหนอ...
จามีใครมาอยู่ข้าง ๆ เรากันสักกี่คน จะมีกำลังใจดี ๆ มาให้ช่วงเวลาแบบนั้นของเราบ้างไม๊
มือที่ยิ่นเข้ามานั้น ช่างตื่นเต้นดีแท้ กับการคาดเดาว่า จาเป็นมือของใคร ????
แต่ถึงช่วงเวลาแบบนั้น จาไม่มีใครอยู๋ข้างกายเราเลยสักคนก็ตาม แต่อย่างน้อย เราก็ยังมีลำแข้งใหญ่ ๆ อันบึกบึนนี่ล่ะวะที่จาอยู่คอยซับน้ำตาให้ตัวเราเอง
มันไม่ใช่เรื่องตลก นะครับ ท่าน แต่เป็นเรื่องอนาคต วิถีการเดิน การวางแพลน วางแผนชีวิตใน step ต่อไป ว่าระหว่างที่เราขาดบางอย่างไปนั้น เราจาได้บางอย่าง คืออารัยเข้ามาในชีวิตบ้าง เป็นเรื่องน่าท้าทาย แต่ว่าต้องแลกกับความเศร้า ความเจ็บปวด ความถวิลหา ความทรงจำที่ทำให้น้ำตารินไหล
ใครกล้าแลกบ้างไม๊..????? ขอมือหน่อย
April 11 นาน ๆ มาทีเอาให้หนำห่างหายไปนาน โถ แม่คุณ my space ชีวิตทุกวันก็มีแต่เรื่องที่สร้างประสบการณ์ให้กับชีวิต
ตอนนี้ตกงานแระ ไม่ได้ทำงานประจำ (แฟนคลับทาง msn ไม่ต้องคิดถึงนะ จาออนบ่อย ๆ ) ไม่มีเวลามานั่งคุยเอ็มกับใครเรย
ก็ไอ้จิง ๆ เคยคิดจาออกตั้งแต่ปีที่แล้ว ถ้าไม่ติดภาระทางครอบครัว ใช้ชีวิต ตัวคนเดียว จ้างให้ก็ไม่ทำหรอก ไอ้งานประจำเนี่ยะ
ไม่ได้ฟิวส์เอาซะเร๊ย ต้องมานั่งตอกบัตร จำกัด เรื่องเวลา กันมากมาย (เฮ้อ คิดแร้ว เสียฟิวส์ชีวิตตัวเองมาก)
อยากออกมาทำดนตรี ทำเพลง ซ้อมแซกโซโฟน อยากทำความฝันให้สำเร็จเร็ว ๆ อย่างที่วางแผนเอาไว้
อยากเล่นดนตรี เพราะอยากเล่น มีความสุขที่ได้เล่น ไม่ใช่เล่นเพื่ออยากให้คนมากรี๊ด ๆ ไม่ได้อยากดัง (เบื่อที่สุด ตอนคนมากรี๊ดกร๊าด)
อยากซ้อมแซกโซโฟนมาก ๆ ไม่ได้อยากเก่ง แต่อยากซ้อมเพราะอยากมีเวลา อยากใช้เวลากับแซกโซโฟน เรารู้สึกว่าหลงรัก เค้าให้แร้ว
เจ้าแซกโซโฟน ขอบคุณที่ดูแลและอยู่กับเรามาตลอดเวลา
อยากทำดนตรี ไม่ชอบเพลงแบบทุกวันนี้ตามระบบธุรกิจเรย อกหัก รักคุด กันเข้าไป เมื่อไหร่ประเทศชาติจาเจริญ อยากทำเพลงให้กำลังใจ ให้แง่คิดกับ
คนที่ได้ฟังในการดำเนินชีวิต
อีกอัน อยากเป็นนักเขียน คอยดู วันนึงต้องมีชื่อเราเป็นนักเขียน ให้ได้ คอยดู คนอย่างเราตั้งใจจะทำอะไร ต้องไม่ท้อ
ช่วงนี้ก็มีโอกาสได้รู้จัก คนเยอะขึ้นจัง ดีใจจัง ได้มิตรภาพดี ๆ ได้เพื่อนใหม่ ๆ เจอผู้ใหญ่ที่เอ็นดู เราเสมอ สงสัยเข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี (น่าน ไม่ค่อยเรย)
อยากทำอะไรให้สังคมได้มากกว่านี้จัง คิด ๆ ๆ ๆ ทำไรดีน๊า
อ้อ วันก่อนก็มีโอกาสไปแจกของกับน้าปุ๊ (อัญชลี) ที่ บ้านพักฉุกเฉิน เห็นสภาพเด็กที่นั้นแร้วก็ รู้สึกว่า ชีวิตคนจิง ๆ มีแบบนี้ด้วยเหมือนนิยายเรย
เราดีกว่าคนเหล่านั้นเปนร้อยเท่าพันเท่า บางทีปัญหานิดเดียว เอง มากลุ้ม ท้อแท้ แทบตาย แต่ถ้าเอาไปเทียบกับเด็กเหล่านั้น ที่เกิดมาก็โดนพ่อแม่ทิ้ง
ไม่มีโอกาสใช้คำว่าลูก กับพ่อแม่ที่แท้จริง ที่มัน ไม่รู้จาพูดยังไง ไม่รู้จาเทียบยังไงกับปัญหาที่เราเจอเลย
อยากมีอำนาจ อยากมีเงินเยอะ ๆ จาได้เอามาใช้ให้กับคนยากไร้ ให้กับคนที่อับจน คนที่เผชิญความเลวร้ายในชีวิต
อยากเป้นโจรสลัด ไปปล้นสดมภ์ข้าวของที่พวกคอรัปชั่น โกงกินเงินภาษีประชาชน มาช่วยคนยากไร้ อยากเป็นจริง ๆ นะเนี่ยะ
อยากเป็นโจรสลัดดดดดดดด
ช่วงนี้ก็ไม่รู้เปนไร มีความเซรงในใจ เบื่อ ๆ บางทีก็อยากใช้ชีวิตในซอกมุม หลืบ ๆ ที่มีแต่หนังสือ และเพลง ฟังและอ่านมันเข้าไป
แต่ไม่ค่อยแสดงให้ใครเห็นก็เท่านั้นเอง ภาพพจน์ของเรามีแต่ความสนุก ร่าเริง กวน (บาทา) พอเศร้า ซึมนิดนึง คนก็จาถามแร้วว่าเปนไร
ความเหงาของเรา มันคงเป็นความเหงาที่บรรยายออกมาในรูปแบบของหนังสือทุกเล่มที่เรามีที่บ้าน (อันนี้กี่เล่มก็นับไม่ถ้วน เปนพันเรย)
และบทเพลงทุกเพลงที่มีในโลกนี้
ตอนนี้เขียนไรเนี่ยะ กำลังมึนงง คงใกล้เทศกาลสงกรานต์ แบบว่าที่บ้านไปตจว.กันหมด เรยไม่รู้ตัวเองจาไปไหนดี
ไม่มีใครชวนไปไหนด้วยเรย ไอ้คนที่ชวน อิช้านก็ไม่อยากไปด้วย ไมเปนงี้ชีวิต อ่ะฮิอ ๆ ๆ รออยู่น๊า รีบมาชวนสักทีสิ ไว ๆ ๆ เรย
รู้สึกตัวเองเหงาจัง ช่วงนี้ เป็นไรเนี่ยะ ความเหงาไม่เคยอยู่ในชีวิตเรย อยู่ดี ๆ มาได้ไง
ขอบคุณบ้างดีกว่า
ขอบคุณย่าปู ที่คอยไปส่งแซกเล่นดนตรี ทุกอังคารกับพุธ (ย่าปู อาจไม่รักแซก แต่แซกก็ไม่สน แซกรักย่าปู อิอิ อย่าบอกย่านะ แซกเขิน)
ขอบคุณน้าปุ๊ ที่เป็นแบบอย่างชีวิต และ อบอุ่นมาก สำหรับแซก
July 30 variety ชีวิตช่วงเดือนนี้อ่า ... ต้องลงประกวดวงดนตรี ส่งเพลงไปให้ค่ายสนามหลวง
2 วันที่ผ่านมานี้ มีแต่เรื่องเหนื่อย แต่ก็สนุกนะ ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องอัด
มีหลายสิ่งทำให้เรียนรู้ มากขึ้นเรื่องของดนตรี เรื่องซาวด์เพลง เรื่องชีวิตกับเพื่อนๆ (โดยเฉพาะเพื่อน ผู้ชาย)
ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเป่าแซกของเรา มันจาพัฒนาไปได้ไกลกว่าปีที่แร้ว
เห้ย เราก็ทำได้นี่หว่า...... ไม่คิดว่า จาเป่าออกมาดีกว่าที่คิดไว้ เมื่ออัดออกมาเรียบร้อยแร้ว
ต้องขอบคุณพี่คนอัดด้วย ที่คุยกันได้ความรู้เยอะเรย พี่เค้าใจดีมาก ๆ ใจเย็น แร้วสอนเรื่องอารมณ์
เรื่องฟิวส์เพลงให้เยอะเรย
2. ช่วงนี้ที่บ้านย้ายบ้านใหม่ เหนื่อย โคตร ๆ ชีวิตใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เอ้าลองดูซักตั้ง
ชอบนะ บรรยากาศบ้านใหม่อ่ะ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่มีเหตุผล แต่ชอบ
3. เรื่องเล่นดนตรี ก็ไปได้ดี แขกชอบมาก เดี๋ยวนี้เล่นดนตรีแร้วรู้สึก เราบังคับเครื่องดนตรีเราได้ดั่งใจ
มีร้านมาติดต่อให้เล่นหลายที่ ก็อ่านะ... เราก็ต้องเลือกร้านอ่ะ (เพื่อนบอกเล่นตัว เหอ ๆ )
แต่เวลาเราเล่นดนตรี เราจานิ่ง อินกับเพลง พยายามสื่อสารสิ่งที่อยากบอกออกมาทางเสียง sax
ก็มีบ้างบางคราวที่ เกิดอารมณ์สนุก ก็ลุกเดิน เป่าเพลงรอบร้าน
แร้วช่วงนี้ดันมีคนพูดว่า ทำไมคนเล่นแซก มันนั่งเฉย ๆ ทำตัวเหมือนง่วงนอน ดูไม่สนุกเรย
อ่า..... นักดนตรี ไม่ใช่นักแสดงครับบบบบบ
เราเสแสร้งไม่เป็น รุ้สึกยังไงก็แสดงแบบนั้น ถ้าไม่ได่รู้สึกสนุก จาให้ทำตัวสนุก สนาน ไม่ได้อ่ะ
ไม่รู้ ...คนอื่นอาจจาทำได้ แต่ช้านทำไม่ได้
4. เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ช่วงนี้ไม่อยากยุ่งอะไรกับใครมาก (ก็รู้ว่าไม่ดีอ่ะนะ)
แต่แค่รู้สึกว่าเหนื่อยมากแร้ว กับการรุ้จักคนเยอะ ๆ เหนื่อยกับความจริงใจที่ให้ทุกคน ที่เรารู้จัก
นับแต่วินาทีแรกที่เรารุ้จักใคร เรามอบสิ่งนี้ให้ทุกคน ติดตัวไปตลอดเวลา
ความรู้สึกเราเปลี่ยนยาก แต่ใจคนเปลี่ยนง่ายจัง ทำไม ทำไม......
เราอาจไม่ใช่คนพูดมาก หรือตามเซ้าซี้ เพื่อเอาความสัมพันธ์กลับคืนมา
แต่ถ้าเราทำแร้ว พยายามแร้วในตอนแรก แต่อีกฝ่ายปฏิเสธ เราก็ไม่กล้าทำต่อแร้วล่ะ
เราเสียศูนย์ แร้วรุ้สึกว่า อีกฝ่ายคงไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลือ ในการพัฒนาความสัมพันธ์กับเราต่อไป
ความสัมพันธ์ ณที่นี้ คือความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่า เพื่อน พี่ น้อง ฯลฯ
คงไม่มีใครรู้หรอกว่าเราแย่กับความรู้สึกแบบนี้ขนาดไหน
ร้องไห้คนเดียว จนหยดน้ำตาแห้งเหือดไปเท่าใด
อืม...เราไม่ใช่คนพูดมากกับเรื่องแบบนี้ เราคงได้แต่ปล่อย แร้วให้เวลาพิสูจน์ ในสิ่งที่เราทำ
เรารู้แต่เพียงว่า เราให้ความจิงใจ และไม่เคยคิดร้ายกับใคร
ให้ความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง กับทุกคน ที่รุ้จัก
นั่นล่ะ สุดท้าย จาบังคับใจใครไม่ได้
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป.....
5. ช่วงนี้มีเพื่อนใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตเยอะ แต่ก็แอบคิดมากนิดนึง เหมือนเหตุผลในข้อ 4
แต่ก็ดี ส่วนใหญ่เพื่อนก็คือ ดีเจที่จัดอยู่ที่คลื่น yesindie.com
ดีเจ ชมพู่ นี่เคยไปดูหนังด้วยครั้งนึง
ดีเจ โจอี้ เคยไปคุยเรื่องดนตรี ด้วย แถวชิดลม
2 คนนี้ เราถือว่าเป็นเพื่อน ที่เรารุ้จักมากสุดใน yesindie เพราะคุยกันบ่อย ๆ ทางเอ็ม
จิง ๆ มีอีกเยอะ แต่ยุงที่ร้านเนตโครตเยอะเรย ร้านนี้คราวหลังจาไม่มาเหยียบอีกแร้ว
* เนื่องจากย้ายบ้านใหม่ แร้วหน้าบ้านมีร้านเนตจ่ออยู๋ 2 ร้าน เรยมีโอกาสมาออนไลน์ตอนกลางคืนได้สบายมาก*
โอย.... เจ็บ ๆ ๆ ยุงกัด ที่นี่มีแต่เด็กเล่นเกมส์ เหอ้อ
April 15 ความเจ็บปวด...ความยาก....ความเข้าใจ...ความไม่เข้าใจ...ความเชื่อใจความเจ็บปวด.....ยากเกินที่จะกล่าวววว
ความยาก.........กล่าวไปก็เท่านั้น ใครเล่าจะเข้าใจ
ความเข้าใจ...... แค่ไม่ได้พูด หรือกล่าววาจาใดออกไป คนก็ไม่เข้าใจ
ความไม่เข้าใจ....ก่อเกิดขึ้นได้ทุกเวลา..นาที... ถ้าขาดความเชื่อใจ
ความเชื่อใจ...... ยากที่จะทำ แต่ถ้าไม่ทำ ก็จะเกิดความเจ็บปวด
ความเจ็บปวด.....ยากเกินที่จะกล่าวววว
ความยาก.........กล่าวไปก็เท่านั้น ใครเล่าจะเข้าใจ
ความเข้าใจ...... แค่ไม่ได้พูด หรือกล่าววาจาใดออกไป คนก็ไม่เข้าใจ
ความไม่เข้าใจ....ก่อเกิดขึ้นได้ทุกเวลา..นาที... ถ้าขาดความเชื่อใจ
ความเชื่อใจ...... ยากที่จะทำ แต่ถ้าไม่ทำ ก็จะเกิดความเจ็บปวด
เมื่อไหร่คนเราจะหลุดพ้นจากวัฏจักรนี้เสียที.... เฮ้อ
*** ขอไว้อาลัยให้คนทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ***
ถ้าไม่คาดหวังก็ จะไม่เจ็บปวด ถ้าอยากเจ็บปวดก็คาดหวังกับมนุษย์ด้วยกันต่อไป.... April 07 ชีวิตที่ไม่ได้หายไปไหนหลังจากไม่ได้เข้ามา up space ซะนาน เพราะมีอะไรหลายอย่างให้ทำ
1.
อย่างแรกเรยก็คือ ตอนนี้อิชั้น เป็นดีเจ จัดรายการเพลงแจ๊ส อยู่ที่สถานี www.yesindie.com
จัดทุกวันเสาร์ บ่าย 2 - 4 โมง แระก็วันจันทร์เที่ยง ถึงบ่าย 3 ยังไงเข้าไปฟังกันได้ สำหรับคนที่
ชอบแจ๊สทั้งหลาย เข้าไปพูดคุยกันได้เน๊อะ แต่ว่าการจัดวันแรกของอิชั้นฟ้าฝนไม่เป็นใจเอาซะ
เรย เนื่องจากวันนี้ฝนตกหนัก (ทั้ง ๆ ที่หน้าร้อน เฮ้อ) ทำให้ไฟดับไป 2 รอบ เพลงหยุดไปซะ
ง้าน ในขณะที่เป็นช่วงจัดของอิช้าน (ขอย้ำ ว่า ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไปจัด) ส่วนไมด์ที่ซื้อมาจะออก
อากาศ พี่ท่านก็เกิดไม่ดังขึ้นมาซะเฉย ๆ ซะนี่ (อ้าว งานนี้มีเฮ)
2.
กำลังจาผันตัวไปเป็นนักเขียน (เขียนบ้า ๆ บอๆ ) หลังจากหลงไหลในกลิ่นน้ำหมึก แระตัวอักษร
อยู่พักใหญ่ แระไปทำตัวเสร่อ เชื้อชวน นักเขียนที่กำลังมาแรงมาก ๆ ตอนนี้ (พี่ต้น อนุสรณ์ ติ
ปยานนท์) เสร่อชวนพี่ต้น มาร้านที่เราเล่นดนตรี พี่ต้นก็มาจริง ๆ แฮะ พร้อมพ่วงผู้ช่วยบก. มา
ด้วย แถมคืนนั้น พี่ต้นยังชมว่าวงดนตรีเราเล่นได้ smooth บรรยากาศร้านดีมาก ๆ
แกจาตามไปนั่งดูร้านที่เราเล่นแถวถนนพระอาทิตย์อีกที (โอเชพี่ไว้เจอกัน) ด้วยมารยาหลาย
ร้อยพันเล่มเกวียนของอิช้าน ก็ทำตัวตีสนิท แอบชวนพี่ต้น ไปดูคอนเสิร์ต so::on
so::on เป็นกลุ่มดนตรีเฉพาะแนว พวก noise / electronic เช่นวง อัศจรรย์ จักรวาล
goose / desktop error / ฯลฯ อีกหลายวงจำมะได้ที่สังกัดในทีมงานกลุ่มนี้
นำทีมโดยหัวเรือใหญ่ Koichi คนทำเพลงประกอบหนังมาหลายเรื่องแระ
แร้ววันที่คอนเสิร์ต so::on เล่นช้านก็นัดกับพี่ต้น ชักชวนไปดูกัน อิอิ (เสร็จเราแน่พี่ต้น)
พี่ต้นก็ไปอีกแน่ะ (เข้าทาง ๆ ) อย่าคิดไกล ช้านนับถือพี่ต้นเป็นนักเขียนในใจแระเหมือนเป็นพี่
ชาย (ภาพคอนเสิร์ตไว้เอามาลงคราวหน้า แน่นอน)
3.
ตอนนี้อิช้าน กำลังต้องฝึกซ้อมดนตรีอย่างหนัก เพราะเจอพี่โก้ saxman ให้ไปเรียนที่โรงเรียน
ดนตรีของแก แกเหมือนพี่ชายที่อบอุ่นมาก (พี่ชายอีกแระ อิอิ) แนะนำทุกเรื่อง รวมทั้งอุปกรณ์
ดนตรี แถมไปถึงแกใช้งานให้ไปสอนนักเรียนที่มาเรียนแซกใหม่ๆ ด้วย (ฝีมือหางอึ่งแบบอิช้าน
อายแทบตาย)
ละไว้ก่อนต้องรีบไปเล่นดนตรี ไว้มาเขียนใหม่เน้อ ไว้เจอกัน
March 17 ขอต้อนรับสู่โลกที่ประชาชนหายไปทีละคน สองคนช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร บ้าเกี่ยวกับหนัง โดยเฉพาะพวกหนังสั้น หนังแนวทดลอง ไอ้หนังที่เค้าฉายในโรงทั่ว ๆ ไป
ไม่ค่อยจะพิศมัยสำหรับเราเท่าไหร่ อ่านหนังสือก็อ่านแต่พวก มูราคามิ*.... (มีทุกเล่มที่วางขายในเมืองไทย)
ปราบดาหยุ่น (ก็ซื้อทุกเล่มที่เค้าเขียน...บางเล่มแม่คุณยังไม่ได้อ่านเรย หรือบางเล่มก็ค้างเติ่งไว้แค่ครึ่งนึง)
วิณ เรียววารินทร์ (นี่ก็ชอบมาก มีทุกเล่มอีกแร้ว อ่านเกือบหมดทุกเล่มแร้ว )
ส่วนตอนนี้ที่อ่านแร้วหลงไหลสไตล์การเขียนของเค้ามาก ๆ ก็คือ อนุสรณ์ ติปยานนท์ (เค้าได้รับฉายาว่า
มูราคามิ เมืองไทย ด้วยสำเนียง ภาษา อ่านแร้วให้ความรู้สึกใกล้เคียงมาก ๆ )
* มูราคามิ เป็นชื่อนักเขียนญี่ปุ่น ถูกคนในญี่ปุ่นวิจารณ์ว่าเป็นขบถนอกคอกต่อการเขียนในประเทศญี่ปุ่น พ่อ หรือแม่เค้า
นี่แหล่ะ ทีเป็นนักเขียน (ถ้าจำไม่ผิดนะ) แต่มูราคามิ เค้าเป็นคนเขียนประชด เสียดสีวัฒนธรรมญีปุ่น เรยมีคนออกมาวิจารณ์
หนังสือเค้าได้รับการแปลไปแร้วหลายภาษา ไปโด่งดังแถบพวกยุโรปด้วย แถมที่สำคัญที่มหาลัย พรินส์ตัน มีคนเชิญให้เค้า
ไปเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับเรื่องการประพันธ์ที่นั่นด้วย มีคนบอกไว้ว่า คนที่อ่านหนังสือมูราคามิได้ แร้วชอบ เป็นคนประเภทที่
จัดอยู่ในพวกอาร์ต ๆ เซอร์ ๆ บ้า ๆ มีอารมณ์หลากหลาย จินตนาการล้ำ ๆ แร้วช้านนี่ล่ะ จัดอยู่ในพวกแนวนี้
ด้วยหรือเนี่ยะ แต่มูราคามิ เค้าเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันชอบการอ่านหนังสือแนวนี้ เรื่องราวเหตุการณ์ประหลาด
ยากจะหยั่งรู้ หรือคาดเดาได้ *
ส่วนพวกนิตยสาร Magazine ก็หมดไปกับพวกหนังสือ A day / DDT. / สารกระตุ้น / Bioscope (เกี่ยวกับหนัง)
O.O.M. (นิตยสารของอุ้ม สิริยากร) / ฮิ (หนังสือชื่อแปลก แต่ให้อะไรที่เป็นความคิดสร้างสรรในสภาพที่ไร้สาระ มาก ๆ )
Nation Geogrphic / Freeform (อันนี้เกี่ยวกับงานศิลปะ แระที่สำคัญกระดาษเนื้อดีมาก ๆ ชอบจิง ๆ )
นี่คือสภาพการเงินแต่ละเดือนที่ช้านต้องจ่ายออกไปเพื่ออ่านหนังสือพวกนี้
บางคนขนานนามช้านว่า พวก indy / เด็กแนว ฯลฯ
เมื่อคืนวาน มีโอกาสได้รู้จักคน ๆ นึง เค้าเป็นนักวิจารณ์หนัง เขียนลงนิตยสารหลายฉบับเหมือนกัน
ในบล๊อคของพันทิพย์ ก็มีชื่อเค้าค่อนข้างจะโด่งดังอยู่ในนั้น ฉายาเค้าคือ merveillesxx
สามารถเข้าไปอ่านบทวิจารณ์เค้าได้ที่นี่
เค้าชื่อเล่นว่าต่อ มีโอกาสได้คุยกัน แลกเปลี่ยนทัศนะกัน เค้าพูดมาคำนึงว่า
ขอต้อนรับสู่สาวก Indy โลกที่เพื่อนฝูงและผู้คนจะค่อย ๆ ทยอยหายออกไปจากชีวิตของเรา
ฟังแล้วก็ขำดี แต่เค้าบอกว่า เคยมีคนคลั่งเค้า แร้วถามเค้าว่า เค้าเอาเวลาที่ไหนไปดูหนัง แร้วมาเขียนวิจารณ์
เรียนก็ธรรมศาสตร์ งานเยอะเพียบ ๆ แร้วยังมีอะไรให้ทำตั้งเยอะ บริหารเวลายังไง
เค้าตอบว่าไงรู้ป่ะ เค้าบอกว่า ไม่มีแฟน ไม่มีเพื่อน ไม่ค่อยได้คุยกับที่บ้าน
เหตุผลของเค้าคือ หาเพื่อนๆ ยากที่จะฟังเพลงแบบเค้า อ่านหนังสือสไตล์ที่เค้าอ่าน หรือดูหนังที่เค้าดู
เพราะฉะนั้นมันเหมือนสวนทางกัน เพื่อน ๆ เค้าจะชอบชวนไปดูคอนเสิร์ต แดน-บีม แต่เค้า อยากดู SO:ON
*SO-ON เป็นวงญี่ปุ่น ทำเพลงแนว experimental ลองฟังได้จากหนังของเป็นเอก เช่น invible wave
last life in the universe ฯลฯ เค้าเข้ามาทำค่ายในประเทศไทย นักร้องที่สังกัดก็มี อัศจรรย์ จักรวาล ส่วนวง
อื่น ๆ มะค่อยแน่ใจ ดนตรีจะฟังยาก ๆ หน่อย ถ้าใครไม่ชอบก็จะเกิดอาการรำคาญ หนวกหูไปเรย *
แต่วันที่ 31 มีนาคมนี้แถวเอกมัย เค้าจะมีคอนเสิร์ตด้วย สาวกอินดี้ ไม่ควรพลาด ***
ก็น่านล่ะ บ่นมาตั้งนาน เฮ้อนี่ช้าน กำลังอยู่ในโลกที่ประชาชนจะห่างหายจากฉันไปทีละคน สองคนเหรอเนี่ยะ
คิดแร้วก็เริ่มสังเกตุตัวเอง พักหลังคุย msn ก็คุยแต่พวกคนทำหนังสั้น พวกอ่านหนังสือ ฟังเพลงนอกกระแส
แม้แต่ดูหนัง ยังไปดูที่ house แถว rca เรย (โรงหนังอินดี้ สุด ๆ )
อีกอย่าง ตกเย็น ต้องแวะไปใต้สะพานรถไฟฟ้า แถวสีลม ไปซื้อหนังได้รางวัลแบบพวกหนังนอกกระแส แต่ไม่มีฉาย
ตามโรงทั่วไปในเมืองไทย หนังล่าสุดที่ซื้อมาก็คือ
mee pok man (หนังผู้กำกับเป็นคนสิงคโปร์คนนี้ก็ดังมาก)
eli eli (หนังญี่ปุ่น ที่ได้ asano tadanobu มาแสดง พระเอกที่เล่นหนังให้เป็นเอก รัตนเรืองประจำ) ดนตรีแนว
experimental ทั้งเรื่อง...
4:30 นี่ก็ชื่อหนัง เป็นหนังประหลาดดี ว่าง ๆ จะมาลง preview ให้อ่าน เกี่ยวกับความเหงาของผู้ชายกับเด็กชาย
2046 นี่ก็หนังของผู้กำกับ ชื่อหว่อง กา ไวร์
4 ชื่อเรื่อง 4 จิง ๆ นะ หนังรัสเซีย แปลก แหวกแนว ล้ำ ยากจะคาดเดาได้ หายากมาก ๆ เรื่องนี้ไปได้ที่จตุจักรแน่ะ
โอยแค่นี้ก่อนละกัน แต่สังเกตุตัวเองว่ามันเป็นไรมากป่ะเนี่ยะ ชอบดูหนังที่เป็นตัวเลขเหลือเกิ๊น
อย่างหนังเรื่อง 300 ที่กำลังเข้าเนี่ยะ ต้องไปดูให้ได้
ที่สำคัญที่เวป www.thaiindie.com ผู้ทำเวปนี้ ธัญสก ชื่อเค้าจะดังมากในแวดวงหนังสั้นแระได้รับรางวัลเยอะจิง ๆ
ในหลาย ๆ ประเทศ แถมได้ทุนไปดูงาน ดูหนัง ที่ต่างประเทศมาแร้วหลายประเทศมาก ๆ เค้าเคยเป็นคนที่เรารู้จัก
แร้ววันดีคืนดีเค้าก็หายไปจากชีวิต 10 กว่าปีได้แระ มาเจออีกทีทางเนตเนี่ยะล่ะ เพิ่งรู้ว่าเค้าเป็นคนทำเวปนี้ แระเป็น
ผู้กำกับที่กำลังดัง แระมีบทเขียนของเค้าเยอะมาก ตามนิตยสารต่าง ๆ คนนี้เค้า ไม่เคยห่างหายไปจากความทรงจำ
ของเราเรย แม้ตัวเค้าจะหายไปจากชีวิตชั้น
อ่า...เอาเป็นว่า สาธุ ฉันแค่ชอบ เ พลง ชอบอ่าน ชอบหนังแนวนี้ แต่หวังว่าประชากรในชีวิตของฉันจะไม่หดหาย
กันไปทีละคน สองคนแบบคนอื่นเค้าว่ากันเน้อ......
February 08 หลงสามล้อเมื่อค่ำคืนของดวงดาวมาถึง ราตรีก็ระยิบระยับ ประดับด้วยสี แสง ของชม. ในค่ำคืนนี้
สิ่งสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ที่ทำงานในเมืองแท่งตึก คือ การกลับไปยังแหล่งที่ซุกหัวนอน
ชั้นก็เป็นคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตทั้งวันกับการทำงาน ซ้อมดนตรี หรือแม้แต่เล่นดนตรีก็ตาม
หลังจากกิจกรรมของชีวิตหมดลง ..... บ้าน คือที่สุดท้ายที่คนจะนึกถึง......
เลิกกิจกรรม ....นั่งรถกลับบ้าน ต่อวินมอร์เตอร์ไซด์เข้าซอยหมู่บ้าน นี่คือวัฎจักรวงเวียน
ชีวิตและเส้นทางการกลับบ้านของคน ๆ นึง ณ. หมู่บ้านแถบรอบนอก กทม.
ชั้นใช้ชีวิตการโดยสารรถ กลับบ้านเป็นประจำแบบนี้แทบทุกวัน - คืน
และวันนี้ก็อีกค่ำคืนนึงที่ หลังจากลงรถเมล์ ก็ต้องนั่งวินมอร์เตอไซด์เข้าไปในหมู่บ้าน (ซึ่งลึกโคตร ๆ )
ดูนาฬิกา ดิจิตอล ที่เพิ่งถอยออกมาใหม่ มันกำลังพูดให้ได้ยินออกมาว่า 11.50 น. หรือ อีก 10 นาทีก็จะ ขึ้นวันใหม่แร้ว...
วันนี้มอร์เตอร์ไซด์ไม่หลงเหลือเรยสักคัน ที่พอจะพากลับไปยังหมู่บ้านอันแสนไกล....ในค่ำคืนที่ดวงดาวประดับราตรี
เคลื่อนมุมโฟกัสของสายตาไปอีกประมาณ 20 เมตร ก็เห็นสามล้อ คันหนึ่ง คนขี่นอนรอผู้โดยสารอยู่ครึ่งหลับครึ่งตื่น
ทันใดนั้นหัวใจชั้นก็สะกิดบอกหัวสมองว่า..... คืนนี้กลับบ้าน (อันไกลและลึกโคตร) ด้วยสามล้อสิ
นานแร้ว..ที่ คนเรารีบเร่ง แข่งกับเวลา ทุกค่ำคืน คนเราลืมสังเกตุระยะทาง ที่เราผ่าน
เราลืมสังเกตุ เสียงของสายลม ที่พัดแผ่ว คอยเป็นเพื่อนยามเดินทาง
เราลิมสังเกตุ เสียงของแมลง หรีดหริ่ง ที่ร้องขับขานทุกค่ำคืน
เราลืมพูดคุย ทักทาย หรือโต้ตอบกับคนที่นำพาเราไปสู่ที่หมายของการโดยสาร ทั้ง ๆ ที่เราอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม
คิดได้ดังนั้น เท้าทั้งสองข้างของชั้นก็ไวกว่าความคิด มันเดินสวบ ๆ ๆ นำหน้าไปแระ
"พี่ค่ะ ไปหมู่บ้าน...... ค่ะ พี่ไปไม๊คะ"
ชั้นถามพี่คนขี่สามล้อ เพราะปกติเวลานี้ ไม่เคยมีคนขี่สามล้อมานั่งรอผู้โดยสาร จะมีก็แต่มอร์เตอร์ไซด์ เกลื่อนกลาด
"เอ่อ...น้อง มันไกลนะ ...
"แร้วก็ ต้องใช้เวลานานกว่าจะไปถึง "
พี่คนขับบอกว่าขี่ไปส่งได้ แต่จะเสียเวลา ประมาณว่า ทำไมไม่นั่งมอเตอร์ไซด์เข้าไป ไวกว่ากันเยอะเลย
"อ่อ ...ไม่เป็นไรพี่ อยากนั่งสามล้อ ไม่ได้นั่งมานานแระ นานมากทีเดียว แร้วอีกอย่างก็ไม่ได้รีบด้วย"
ช้าน ยืนยันคำเดิม ว่าจะอาศัยเจ้า 3 ล้อ กับแรงมนุษย์ในการปั่น ไปส่งชั้นที่บ้าน
พี่คนขับก็ทำหน้างง ๆ ๆ แต่ก็บอกอีกว่า ก็ถ้านั่งเพลิน ๆ ไปก็จะถีบไปส่งให้
"แปลกดีนะน้อง ไม่เคยมีวัยรุ่นคนไหน เดี๋ยวนี้ที่จะมานั่งสามล้อหรอก"
เค้าไม่อยากเสียเวลา นั่งแต่มอร์เตอไซด์กันหมดแร้ว
***************
to be continue
January 25 ความทรงจำที่หลบหายฉันสูญเสียความทรงจำ..... จำไม่ได้แม้กระทั่งความรู้สึก ที่ผ่านมาเมื่อ 2 วันที่แล้ว
ทุกครั้งที่นอนหลับตา และร่วงลงสู่ดินแดนของความฝัน....
ภาพฝันของฉันมักเป็นสีดำ ร่างแช่นิ่ง อาบด้วยความมืด เนิ่นนาน.... อ้อยอิ่ง นิรันดร์กาล
มันคือ pattern ของความฝัน ที่ก่อตัวขยาย กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ขาดวิ่น เว้าแหว่ง
ไม่มีความสมบูรณ์ในสภาวะภาพที่ตื่น หรือ แม้กระทั่งหลับ
แม้แต่เงาของฉันก็ถูกทาฉาบทาบด้วยสีดำ มิมีสีอื่น มิมีสีใด ๆ นอกจากนี้ .....
:::::::::::::::::::::::::::::
เสียงเจ้าหมาดำ เห่า หอน ปลุกให้ตื่นขึ้นกลางดึก .......
เงาแห่งราตีกาล กำลังเริงร่า ภายใต้เรือนร่าง ที่สั่นเทิ่ม
นี่ฉันกำลังจะเป็นบ้าอะไรเนี่ยะ.....
เสียงกรีดร้อง...ก้องทั่วห้อง ......กระจกแตกกราวรอบ ๆ ตัวฉัน
ฝนตกพรั่งพรู ไม่ขาดสาย ฟ้าผ่า ก้องทำให้กระเด็นไปกระทบผนังอีกฝั่งของห้อง
ฉันเห็นวัสดุรี ๆ เป็นวง ๆ ผุดขึ้นมากลางห้องที่ระเนระนาดด้วยแรงฟ้าผ่า
มันค่อย ๆ เคลื่อนและหมุนไปมา และค่อยๆ เลื่อนเข้ามาประชิดตัวฉัน
ขึ้นทุกที....ทุกที
วิ๊ง...ครืด ๆ ๆ ๆ ๆ
วิ๊ง...ครืด ๆ ๆ ๆ
to be continue
January 24 ใครที่เข้ามาอ่าน...ช่วยผมที...ผมถูกขังอยู่ในความฝันใครที่เข้ามาอ่าน...ช่วยผมที...ผมถูกขังอยู่ในความฝัน
1. ผมฝันซ้ำซาก ..................ปราศจากการควบคุมได้ January 22 รู้ กับไม่รู้ต่างกันยังไง?ไม่รู้....คนเราไม่รู้หรอกว่า เหตุการณ์ข้างหน้าจาเกิดอะไรขึ้น
รู้.......คนเรารู้ก็แต่เพียงว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากขึ้น
ไม่รู้....ช้านไม่รู้หรอกว่า ความจริงใจ ที่ให้ใครสักคน จะถูกทำลายตีตราอย่างไร้ค้าไม่มีชิ้นดี
รู้....... ช้านรู้ก็เพียงว่า เวลาที่เราสร้างความจริงใจกับใครสักคน มันคือการทุ่มพลังกายและใจลงไปในนั้น
ไม่รู้.....คนอื่นไม่รู้หรอกว่า เราคิดยังไงกับเค้า หลายเรื่องที่เราไม่พูด แม้เป็นสิ่งดีเพื่อเขา เขาก็ไม่รู้
รู้........คนอื่นอาจรู้ก็เพียงว่า เขานั่นแหล่ะที่คิดยังไงกับเรา เพราะความคิดของเขา เขาย่อมรู้ดี
ไม่รู้.....เรยซะบ้างก็น่าจะดี ถ้ารู้แร้วทำให้ความจริงเปิดเผย กระจ่างชัดเจน ว่าแท้จริง ความจริงคือความเจ็บปวด
รู้........ไว้ซะบ้างก็น่าจะดี ถ้าความเจ็บปวดได้เปิดเผยตัวขึ้นมาแร้ว...... ความเจ็บปวดนั่นแล่ะจะเยียวยาให้ทุกสิ่ง
กลายเป็นความเข้าใจ ตกสะเก็ดเป็นความปล่อยวาง และ เมื่อแผลหาย เราจะ ลึกซึ้งในความจริงนั้น
และเมื่อนั้นความสุขใหม่ จะมาเยือน ....
ถ้าคนเราไม่มีความจริงใจ หรือ หมดรักกันแร้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะดีแค่ไหน เค้าก็จาถูกมองว่า ไม่เคยทำอะไรได้ดีเลย
แปลกแต่จริง บนความเว้าแหว่ง และ ไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ มันยิ่งเรียกร้องหารักแท้ ที่ซึ่งแม้บางที มนุษย์ด้วยกัน
หยิบยื่นให้ แต่ว่า เติมให้อีกฝ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม ไม่เคยพอ ....
แต่ว่า ฉันรู้แร้วว่า แหล่งแห่งความรัก ความสมบูรณ์ ความรักที่มีเพียงพอ จนเอ่อล้น นั้นสามารถพบได้ยังไง ที่ไหน?
January 17 มีกิ๊กใหม่ ชอบแอบมาหาตอนเที่ยงคืนช่วง 3 คืนมานี่ ที่กลับบ้านดึก (จิง ๆ มันดึกทุกวัน ยังไม่ถึงบ้านเที่ยงคืน ไม่ใช่เรา หุหุ)...
ปกติในหมู่บ้านเวลากลับเข้าบ้าน โดยการใช้บริการจากพี่วิน (มอไซด์) รูปหล่อ ล่ำบึ้ก เป็นประจำ
ทุกครั้งที่รถเลี้ยวเข้าหน้าหมู่บ้าน จะมีเจ้าหมา (หน้าย่น) คอยวิ่งไล่ มอไซด์ และดีใจ ที่เรากลับ
พร้อมกับทำเสียงประกอบ หงิง ๆ ๆ แบบโหยหวน ลั่นหมู่บ้าน
เจ้าหมาหน้าย่นตัวนี้ มันเป็นหมาไทย (แท้ ๆ ) ลักษณะ สูง สง่า ผิวสีน้ำตาล ไม่ดำ ไม่ขาว
เพศผู้ โสด รึเปล่า มันไม่เคยบอกเรย.... แต่ชอบทำเก็กหน้าย่น คงคิดว่าหล่อซะเต็มประดา
และที่สำคัญคงแอบหลงรักเรามานาน เพราะมาดักรอรับ - ส่งที่หน้าปากซอยหมู่บ้านทุกค่ำคืน
เชอะ.... ช้านนน ยังไม่ตกลงปลงใจ กับแกนะ เจ้าหมาหน้าย่น
พอลงจากมอไซด์มันก็คือโอกาสแตะอั๋ง จับไม้จับมือช้านน กระโดดมาตะกุยช้านนน....
เอาปากมาดอมดม ซุกไซ้ ไปทุกที่รอบ ๆ ร่างกายช้านนนนน.......
........................................................
แต่วันนี้มันไม่มาตัวเดียว กลับพาเจ้าลูกหมาที่ไหนไม่รู้มาด้วย ที่สำคัญ ตัวดำมิดมี๋ แทบมองไม่เห็นลูกกะตา
ที่มากยิ่งกว่านั้นคือ ขามันเป๋ อีกตะหาก........โอ้ว ว้าวววว น่าสงสารมั่ก ๆ ๆ ๆ
ครั้งแรกที่เราต่างเจอกัน เจ้าลูกหมา สีดำ อืม... ช้านนนตั้งชื่อให้มันว่า เจ้าแต้ม...
มันมาแบบเกรงกลัว ทำตัวลีบ ๆ ๆ เหมือนกลัวว่าช้านน จะมาดีหรือร้ายกับมันกันแน่
พอเห็นมัน ยังไม่ทันเปิดประตูเข้าบ้าน ก็ต้องมานั่งลูบหัวมัน ทำตัวประหนึ่งว่า
แกโชคดีเหลือหลายที่มาเจอช้าน...ฉันนี่ล่ะ ผู้มีความรักมากมายสำหรับแก เหอ ๆ ๆ ๆ
เราทำความรู้จักกันได้สักพัก ช้านนก็เริ่มปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบแปร่บ ๆ ๆ
เออ ดูท่าทางแกคงจาหิว.... ช้านจะไปหาอาหารในครัวก่อนว่าวันนี้คุณนายแม่ ทำอะไรไว้บ้าง
แกรออยู่ตรงนี้นะ...ห้ามไปไหน รู้ป่ะ...เดี๋ยวออกมา (แน่ะ...แปลกคนพูดกับหมาก็ได้อยู่คนเดียว)
ณ. ในครัว
ขวา ยก ซ้าย ยก เบา และ เงียบที่สุด เกรงว่าคุณนายแม่จาได้ยิน เสียงลูกสาว เดินเข้าครัวกลางดึก
เพราะแม่ท่านบรรทมอยู่ชั้น 2 นี่เอง แถมยังไม่ยอมปิดประตูห้องด้วย (ดูเค้าทำ ๆ ๆ )
อาหารจานด่วนวันนี้ของเจ้าแต้มคือ ข้าวคลุกปลาต้มส้ม ที่คุณนายแม่ทำไว้บนเตา
อา....เสร็จเรา..... และเสร็จแก เจ้าแต้ม
ยกเท้า ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ค่อย ๆ เปิดประตูแง้มออกไปหน้าบ้าน อย่างเงียบปัสสาะวะที่สุด
โอ้ววว เจ้าแต้มยังนั่งอยู่หน้าบ้าน ด้วยท่าทาง แววตามีความหวัง เหมือนชายหนุ่มรอหญิงสาวออกมาหา
เสร็จแร้วก็จัดแจงเอาหนังสือพิมพ์มาปูวาง แล้วเทข้าวใส่ให้เจ้าแต้ม
อาการเจ้าแต้ม หางสั่นดิก ๆ ๆ ๆ ดีใจมโหฬาร โอ้ว...เจอนางฟ้าหน้าตาสวย แร้วยังใจดีอีก (อิอิ)
ทั้งคน ทั้งหมา และทั้งความมืด ได้ผนึกรวมเราเหมือนเป็นหนึ่งเดียวในค่ำคืนนี้
........................
เจ้าแต้มเอร็ดอร่อย กับอาหารตรงหน้า
เจ้าต้อมมีความสุขอยางบอกไม่ถูก กับเจ้าลูกหมา ขาเป๋ ตรงหน้า
ขอบคุณสำหรับชีวิตที่ยังมีลมหายใจ ให้เราได้รู้ว่า น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ หัวใจแห่งการให้
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน ไม่ว่ามนุษย์ หรือสัตว์ ความสุข บังเกิดเมื่อใจเราให้โดยไม่อยากได้สิ่งตอบแทน
มนุษย์อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ธรรมชาติให้ทุกสิ่งกับมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ให้ทุกสิ่งที่เลวร้ายกับธรรมชาติตอบแทน
และแล้วทุกครั้งที่กลับเข้าบ้าน ความสุขของสิ่งมีชีวิต 2 สิ่งก็เกี่ยวคล้องกัน
ความสุขง่าย ๆ แบบไม่ต้องลงทุน แค่ลงใจ ลงความรัก
และแล้วค่ำคืน ทุกเที่ยงคืน ความรักของหญิงคนหนึ่ง กับเจ้าสิ่งมีชีวิต ที่สามารถสื่อสาร
ด้วยภาษากาย กับคนได้ จึงคลุ้งอบอวลตลบเต็มด้วยความรัก ท่วมท้นในหมู่บ้านแห่งนั้น
ที่นอนของหญิงคนนั้นจึงฟุ้งไปด้วยกลิ่นไอรัก แระ นิทานเรื่องนี้ก็จบลงด้วยความสุข
ด้วยรอยยิ้ม ด้วยหัวใจพองโต อิ่มเอิบ ความรักกำเริบ ....(ไปต่อไม่ได้แระ 55)
เงินไม่มีค่า ที่ทำให้หญิงคนนี้มีความสุขได้ มากเท่ากับความรู้สึกในเวลานี้ และขณะนี้
อยากมีกรรไกรที่ตัดเก็บเอาเหตุการณ์นี้เก็บไว้ได้ตาหลอดไป ........
ฉันหลงรักแกว่ะ เจ้าแต้ม.......
January 07 ความลับส่วนตัว หุหุ (ตอนนี้จะไม่เป็นฟามลับแร้วววว)ความลับที่ไม่เคยบอกใคร.... (อ้าว เวง...แร้วมาเขียนไว้ตรงนี้ทำไมอ่ะเนี่ยะ??)
1. สมัยมัธยม เป็นนักกีฬาวิ่งของรร. และได้ถูกคัดเลือกไปแข่งเป็นตัวแทนของจังหวัด อาจารย์ก็พาไปซ้อมเก็บตัว แต่เหนื่อยชิบ.... ชิบ
ณ. วันหนึ่งของการซ้อมเก็บตัว แดดร้อนเปรี้ยง ๆ ก็เรยแกล้งเป็นลมมันซะเรย ไม่ข่งไม่แข่งมันแร้ว ไม่สนใจ เพราะเหนื่อยโคตร ๆ
2. ตอนมัธยม ก็เป็นนักดนตรีของรร. (เรียกว่าค่อนข้างดัง เดินไปไหนมีคนรู้จัก) แร้วตอนนั้นมียาอี กำลังระบาดในหมู่เด็ก ๆ วัยรุ่น วันนั้นเดิน ๆ อยู่
เกิดขึ้เกียจเรียนขึ้นมาเรยนึกแผนการณ์อันชั่วร้ายได้ (ที่บ้านทำฟาร์มอ่ะ ------> ฟามชั่ว) เรยแกล้งทำตัวมึน ๆ เซ ๆ ประหนึ่งว่ากินยาอี มา
เพื่อนๆ เห็นดังนั้น กัวว่าอาจารย์จะเห็น เรยรีบลากตัวมาเก็บไว้ในห้องซ้อมดนตรี สรุปว่าภาคบ่ายวันนั้นไม่ต้องเรียนสมใจ แต่หลับไปจริง ๆ
พอตื่นขึ้นมาเพื่อน ๆ นักดนตรีมารุมกันเต็ม ยังกับเราป่วยหนักง้านล่ะ (อ้อลืมไป ดันทำตัวเหมือนคนกินยาอี) เรยแกล้งทำตัวสลึมสลือ แร้วเล่นละครว่า
"ที่นี่ที่ไหนเนี่ยะ เรามาอยู่นี่ได้ไง" ทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จเต็มๆ ๆ ๆ ไม่ได้เรียนสมใจเค้าล่ะวันนั้น แร้วบอกว่า เพื่อนให้กินน้ำ พอกินเสร็จมีอาการทันใด
น่านดูอิชั้น ทำไปได้!!!!!
3. ตอนเข้ามหาลัย มีสอบอยู่วิชานึงเกี่ยวกับดนตรี อาจารย์สอนก็ไม่สอน แร้วพอสอบก็มาออกข้อสอบงี่เง่า ๆ ว่า ให้พูดถึงคนสอน ว่าเป็นยังไง ?
ไม่รู้คนอื่นเขียนยังไง แต่ว่าเราเขียนส่งไปวิชานั้น เราได้ A อยู่คนเดียวในห้อง
เขียนอะไรน่ะเหรอ...หุหุ ก็เขียนว่า เขียนด่าอาจารย์ไปเต็ม ๆ 2 หน้ากระดาษ แบบว่าแผ่นเดียวไม่พอ ขอเพิ่มเติม
ปรากฏอาจารย์กลับชอบ ให้เกรด A ซะอีก เฮ้อ.....
4. อีกที ๆ ตอนมหาลัยเนี่ยะ เป็นหัวโจกพาเพื่อน ๆ หมั่นไส้อาจารย์ คือวิชาเรียนอาจารย์คนนี้ที่หมั่นไส้อ่ะ พาเพื่อน ๆ ไปทำท่าว่าจะเข้าเรียน
พออาจารย์จะเข้ามาสอน พาออกนอกห้อง ไปนั่งกันอยู่ข้างล่างตึก....... ไม่เข้าเรียนซะฉิบ อาจารย์หน้าแตกไปเรยยยยยย
(อาจารย์หนูขอโทดดดด ตอนนั้นหนูเด็ก อิอิ)
5. อันนี้เด็ด ๆ แต่เจ็บ ๆ แสบ ๆ คัน ๆ คือว่า ตอนนั้นเนี่ยะ นานแระล่ะ ไม่รู้ช่วงไหน ช่วงวัยรุ่นอ่ะแ หล่ะ คือว่ากางเกงในอ่ะ ไม่ได้ซัก เรย
แร้ววันนั้นต้องมีเหตุออกไปข้างนอกกับเพื่อน ๆ แร้วต้องค้างคืนด้วย เอางัยดี ๆ ๆ ๆ
วิธีการก็คือ วันนั้นใส่กางเกงยีนไป แต่ขอโทด ข้างในไม่ได้ใส่กางเกงในเรย เปลือยเปล่าสนิทล่อนจ้อน.....
ล่อนจ้อนภายในไป 2 วันเต็ม ๆ ๆ สบ๊าย สบายยยยยย อึ๋ยยยย
***** เอาแค่นี้ก่อน ***** อายจนทำหน้าไม่ถูกระตอนนี้
January 01 ชีวิตในโลกของนาฬิกา 2 เรือน (ที่เดินและหมุนต่างกัน)![]() บางคราวฉันเหมือนกับว่า.... กำลังเดินเพียงลำเพียงกับเงาของตัวเอง
...........
...........
เท้า...ก้าวเดินตามจังหวะ...ของเวลาที่กำลังหมุน.... แต่...ความจำ และความรู้สึกของฉัน.....
กำลังถูกนาฬิกาอีกเรือน ดึงย้อนเวลา....ให้การก้าวเดิน....ของความรู้สึกกลับถอยหลัง
.........
.........
มันคือนาฬิกาอีกเรือนที่...ฉันได้ซื้อมาไว้ตอนที่ภาพความทรงจำในอดีต ได้โผล่พุ่งออกมาทักทายในบางคราว
........
........
ในบางคราวที่ฉันก็เหน็ดเหนื่อย.... อ่อนล้า หรือ ในบางคราวที่ฉันต้องสูญเสีย......
แต่ถึงกระนั้น..... ฉันก็ไม่หมดกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป เพราะอะไรน่ะเหรอ??......
ดูในภาพนี้สิ..... เบื้องหน้าของหญิงสาวคนนี้มีดอกไม้ที่งดงาม กำลังผลิดอก เบ่งบาน
มันกำลังยิ้ม รอ ทักทาย หญิงสาวคนนี้ที่เธอก้าวเดินมาจากยอดเขาที่ไกลแสนไกล
เพื่อจะค้นหาความงดงามของธรรมชาติ และ ความเป็นธรรมดาที่ต่ำที่สุด ในการใช้ชีวิต
ฉันก็เหมือนหญิงสาวคนนี้.... ฉันไม่อยากอยู่ในที่สูง ฉันพยายามค้นหาความงดงามของชัวิต
ฉันต้องการกลับไปสู่สภาวะ ของความเป็นสามัญแห่งชีวิต
ฉันรักพื้นดิน ฉันรักกลิ่นดิน ฉันรักพื้นดินที่อุ้มผิวเท้าของฉันขณะก้าวเดิน
เพราะชีวิตคนเราก็เริ่มต้นมาจากดิน และเกิดมาจากจุดที่ต่ำที่สุด ความเปลือยเปล่า คือสภาวะเริ่มแรกแห่งชัวิตของมนุษย์
December 18 เสาร์ - อาทิตย์ ทะลุมิติแห่งความซ้ำซาก จำเจเสาร์ - อาทิตย์ที่ผ่านมา รู้สึกตัวเองหลุดไปอยู่อีกโลกนึง ชนิดว่า เงินตราก็หาซื้อไม่ได้
เป็นมิติของชีวิต ที่เรารู้สึกว่า นี่แหล่ะ ใช่เรย...แบบนี้ล่ะ โลกของเรา เหอ..เหอ...
1. เมื่อวันเสาร์ตอนบ่าย ไปเล่นดนตรีให้งาน Event ของ Isuzu ที่เซ็นทรัลพระราม 2
ได้เห็นผู้คนเดินไปมา แล้วเค้ามีความสึกสนุก มีความสุข บางคนก็มาขอเบอร์ติดต่อ บางคนก็หยุดฟังตั้งนาน
บนเวที ประกอบด้วย 1 หญิง (อันน่ารัก) 2 ชาย ในวงเป็นดนตรีเล่นสบาย ๆ แนว Bossa
แต่มีมือแซก ซึ่งเป็นผู้หญิง คือตัวข้าเจ้าเอง เป็นจุดขายของวง (จิง ๆ คือขายขี้หน้า เพราะซุ่มซ่ามตลอด
เดี๋ยวเตะสายไมล์ เดี๋ยวทำไมล์ตกบ้างล่ะ เดี๋ยวก็สะดุดเก้าอี้บ้างล่ะ ฯลฯ)
ตอนนั้นมีคนในห้างมองดูกันตรึม ทั้งชั้นบน ชั้นล่าง ชั้นใน ชั้นนอก (อ่ะเริ่มไม่เกี่ยวแระ)
มีการขอเพลงอีก.... น่านนน ยังกะเล่นในร้านอาหารยังไงยังง้าน ตอนแรกเราคิดว่า เราคงอายน่าดู
โดยปกติเป็นมือแซก ขี้อาย จะเล่นดนตรีทียังต้องหาหมวกมาใส่ เพราะไม่อยากให้ใครจำหน้าได้
แต่วันนี้ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง มันไม่มีอาการเกร็ง หรือกัว ใด ๆ เป็นธรรมชาติโดยดนตรีที่ผสานกับ
การมาฟังของคนในขณะนั้น ไอ้เราก็ solo ซะเต็มที่ โดยเฉพาะเด็ก ๆ มักชอบมาออกันหน้าเวที
ไอ้เราก็เล่นดนตรีไป แหย่เด็ก ๆ ไป บางคนก็มาขอจับมือเรา เหมือนว่าช้านเป็นดาราซะง้านนนน
พอเล่นเสร็จ เราต้องเดินสายไปเล่นดนตรีเปิดหมวกที่จตุจักรต่อ กับเพื่อน ๆ ซึ่งรออยู๋ที่นั่น
เพื่อน ๆ เราไม่เคยเล่นเรย ก็เกิดอาการอา ย ไม่กล้าเล่นซักที ไม่ได้ล่ะช้าน...ต้องทำตัวเป็นผู้นำ
ในนาทีนั้น เราต้องไม่ให้ความอายเข้าครอบงำ คิดได้ดังน้นเรยบอกเพื่อน ๆ ว่า
เอ๊า...ลุยโลด ๆ ๆ เราคว้า sax ขึ้นมาเป่า เคล้ากีตาร์ ซะเดี๋ยวนั้น
แปลก..แต่จริง... มีคนฮ่องกง ผู้ชาย เอากล้องมาถ่ายรูป พร้อมยื่นแบงค์ 100 ให้ประเดิม
ว้าวว เพื่อน ๆ ที่ไปเล่นเริ่มมีกำลังใจ อันมีมือแซกเป็นจุดขายเหมียนเดิมมมมมมม....
ฝรั่ง ถ่ายรูป กันเต็ม คงเห็นว่าเป็นของแปลกอ่ะ เพราะผู้หญิงที่ไหนวะ มายืนเป่าแซก
โน่น ผู้หญิงเค้าต้องไปตีขิม ตีระนาด เล่นเปียน กันโน่น ....คริ ๆ ๆ
ก็ช่วยไม่ได้อ่ะ ใจมันรัก และถึงขนาดหลงรักจนหัวปักหัวปำกับเจ้าแซก ไปซะแร้วววว
อยู่กินกับแซกมาก็เกือบ 10 ปีแระ หุหุหุ
คนรุมกันตึม ที่เด็ดสุดในวันนั้นคือ ตอนเล่นอยู๋ช่วงนึง อยู๋ดี ๆ รู้สึกว่าทำไมคนมันช่างเยอะไปหมด
เหมือนเค้าโดนมนต์ (ดำ) จากเสียงดนตรีของพวกเรา คือทุกคน หยุดอยู๋กับที่ อาการแบบว่า
นะจังงัง... ตาค้าง ปากอ้า เอาเว้ย ๆ ๆ คนมันต้องชอบแน่ ๆ ไอ้เราก็ใส่ซะเต็มที่
solo กระฉูด แต่สักพักไหงพี่ที่เล่นกีตาร์กลับหยุดเล่น แล้วไม่พูดจาอะไร ไม่พูดเรยสักแอะ ให้ตายเถอะ!!!
ปล่อยให้เราเป่าแซก คู่กับพี่ที่เป็นนักร้องอีกคน แต่หูเราก็ไวว่า ได้ยินเสียงแว่ว ๆ เหมือนเสียงเพลงอาญาสิทธิ์
ตายละเหวย....พี่น้องค๊าบ มันเสียงเพลงชาติไทย นี่ค๊าบบบบบ โอย ๆ ๆ ๆ ลมจาใส่ หยุดคับหยุด
ไอ้เราหยุดเล่นทันใด ทั้ง ๆ ที่เพลงก็เพิ่งเล่นไปกลางเพลงเอง ปล่อยให้พี่นักร้องยังคงยืนร้องไปคนเดียว
พอแซกหยุดเสียงก็เงียบโดยทันใด พี่นักร้องก็เริ่มลังเล พอแกหยุดร้องเท่านั้นล่ะ ความจริงก็เฉลยให้แกรู้ว่า
คนเค้าไม่ได้หยุดฟังพวกเราเว้ย เค้าหยุดเคารพธงชาติกันตอน 6 โมงเย็น กรำ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แถมเราก็ทำตัวเลียนแบบพี่มือกีตาร์ โดยหยุดเล่นแล้วไม่ปริปากใด ๆ หรือสะกิดพี่ท่านนักร้องว่า ให้หยุดร้อง
พอทุกคนหยุด ความเงียบกริบเข้าครอบครองยึดหัวหาดจตุจักรแถวนั้น
แหม !!!! ทำไมคนเดินไปมา ไม่บอกกันบ้างล่ะค๊าบบบบ โอย อายสุดอาย พอเพลงชาติจบ
พวกเราก็ปล่อยปู้ด เอ๊ย ปล่อย ฮา กร๊ากกกก กันตรงนั้นอ่ะ 4- 5 คน โอย โอย..อยากเป็นขอมดำดินได้ในนาทีนั้น
1 ชม.นั้นเราได้ตังส์มา 370 บาท อ้อ แถมก่อนกลับมีคนมาติดต่อขอเบอร์เรากันใหญ่
พี่ผู้ชายคนนึงมาบอกว่า เค้าเปิดผับ อยากให้มือแซก เนี่ยะ ไปเล่นโซโล่ให้หน่อย เอาคนเดียวเรยนะคนอื่นไม่เอา
แต่โดนพี่เค้าสกัดความเป็นดาวรุ่งของเราไปแระว่า อ่อ ไม่รับเล่นในผับคร๊า... ดูสิ เราเรยล่วงแทนที่จะรุ่ง อิอิ....
อีกคนเป็นอาจารย์ที่รร. พระแม่มารีย์สาธุประดิษฐ์ (ที่เดิยวกับปาล์มมี่จบที่นั่นเรย) มายืนฟังตั้งน๊านนน
แล้วขอเบอร์เราบอกว่าเค้าสอนกีตาร์ที่นั่น เผื่อมีงานจะติดต่อกลับมาหา ก็เลยเสร็จเรา แลกเบอร์กันเป็นที่เรียบร้อย
2. ณ. ถนนข้าวสาร
เราเดินสายกับค๊าบพี่น้อง ย้ายจากจตุจักร มาที่ถนนข้าวสาร มาเปิดหมวกกันต่ออีกรอบ จิง ๆ พวกเรามาเล่นเพื่อ
หาเงินให้น้อง ๆ ไปค่ายกัน ไม่ได้หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง....
ที่นี่หาที่ที่จะเล่นเปิดหมวกยากมาก ไม่ใคร่มีใครให้เล่นหน้าร้านเค้าง่าย ๆ ๆ หาสักพักก็เอาล่ะว่า
เล่นมันหน้าร้าน Brickbar นี่ล่ะว๊า... ร้านที่พวกคนดนตรีเค้าไปฟังกัน แม้แต่พี่โก้ saxman แกก็เคยมาเล่นที่นี่
แล้วไฉนเรยจึงมีแม่นางเล่นแซกมายืนเล่นบ้างไม่ได้ เหอ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
คิดได้ดังนั้นบอกเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ว่า เอาเร๊ย ๆ พวกเราเต็มที่ ๆ ๆ ๆ
พี่คนนึงถึงกับเอ่ยปากว่า เห้ย ดูไอ้นี่มันดี ๆ นะ มันยิ่งเป็นตัวเงินตัวทองให้พวกเราอย่าให้พวกฝรั่งคาบไปไหนนาเฟ้ย...
โอย...พี่ตัวเงินตัวทองเรยเหรอ จ๊ากกกกก
เปิดตัวด้วยเพลง Amazing Grace พระคุณพระเจ้า และเป็นเพ ลงสากลที่พวกฝรั่งน่าจารู้จัก
มาเรยคับ ๆ ๆ ๆ น้องคนนึงหน้าตาน่ารักมาก ๆ ๆ ตี๋ ใส ขาว ท่าทางเหมือนเด็กอาร์ต มาคนเดียว พร้อมเบียร์ 1 ขวด
พอพวกเราเริ่มเล่น น้องเค้าก็นั่งฟัง แล้วยื่นแบงค์ 100 มาให้ ว้าววววววววววววววว ปลื้ม
แถมบอกว่า ชอบมือแซกด้วย กรี๊ดดดด ค่ะ กรี๊ดดดดดดดดด ถามอีกว่ามาเล่นทุกวันป่าว จะตามมาฟัง
แกก็นั่งฟังของแกอยู่ตั้งนาน สักพักมีคนญี่ปุ่นมาขอเพลง Wonderful tonight บอกว่าเล่นได้ไม๊ขอหน่อย ๆ ๆ
ไอ้เราก็ไม่เคยแกะเรย เพลงนี้ แกะมันสด ๆ ตรงนั้นล่ะ แล้วก็เล่นเรย กับน้องมือกีตาร์ จบจากมศว. เชียวนา
เอาวะ เล่นมันสด ๆ เดี๋ยวนั้น เห้ย...เล่นได้เฟ้ย ๆ ๆ ๆ โดยเฉพาะท่อนขึ้นต้นของเพลงนี้
โหย คนเล่นแซกมันช่างเก่งกาจเหลือร้าย...โดนใจสิคับพี่น้อง คนต่างชาติเริ่มมารุม
จากวงเล็ก ๆ ขยายกลายเป็นก้อนใหญ่ ๆ หน้าร้าน brickbar เอาแร้ว ๆ ๆ สตางค์ที่โยนลงมาก็ไม่ขาดสาย
มีทั้งขอเพลงแล้วร้องเอง หรือทั้งขอเล่นกีตาร์เองด้วย ร้องเองด้ว ยแล้ว jam กับแซก สนุกโค-ตะ-ระ
สักพักยามมาไล่เรย บอกว่าคนเยอะไป เดี๋ยวไม่มีใครเข้าร้าน อ้าว...ซะง้าน
เรยต้องย้ายที่ ไปอีก... เดินไปเรื่อย ๆ ก็ไมมีแววว่าจาได้เล่นซักที จนมาหยุดที่หน้าสถานีตำรวจ
เอามันตรงนี้ล่ะวะ..... ดังนั้นเมื่อใจพร้อม พวกเราทุกคนก็เริ่มบรรเลง
ฝรั่ง ต่างโยนสตางค์มาให้กันเยอะมาก....และช๊อตเด็ด ที่ประทับใจที่สุดแห่งค่ำคืนนี้ของเราก็คือ
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด....ก้อ AF ก็มาดูแล้วโยนสตางค์ให้ด้วย
คือปามาณว่าตอนนั้นกำลังเล่นเพลง joy to the world ฝรั่งก็เข็นรถลูก ๆ มานั่งฟังกันเต็ม
แต่ว่านังมือแซก ตามันลอยไปกับก้อ AF ซะเต็ม ๆ เพลงที่เป่าก็หยุดเป่า เพราะใจลอยไปกับก้อ
ทำให้เพื่อน ๆ เบิร์ดกระโหลกอีช้านไป 1 ที เง้อ.....โทดฐานไม่ยอมเล่นต่อ
เอาใหม่ๆ ๆ พอเล่นต่อก็มีฝรั่งเต้น enjoy ไปกับเพลง
ค่ำคืนนี้เราได้เงินกันมา 900 กว่าบาท โอ่วววว ที่สำคัญไม่ใช่ตัวเงินที่ได้มา
แต่ว่าความสุข ความสนุก ความมันส์ในตัวเรามากกว่า ซึ่งเงินก็ไม่สามารถซื้อประสบการณ์แบบนี้ได้
และค่ำคืนนั้นแม้ว่าเหนื่อยใจจะขาด แต่หัวใจกลับพองโตทะลักล้นด้วยคลื่นยักษ์แห่งความสุข
December 02 เด็กไทยกำลังถูกแทะโลมจากวัฒนธรรมต่างชาติวันนี้มีโอกาสไปเดินแถว MBK หรือเรียกว่า มาบุญครอง แหล่งเที่ยว และช๊อปปิ้งของวัยรุ่นไทย
จะว่าไปแล้วจิง ๆ เป็นคนไม่ชอบอะไรที่ผู้คนพลุ่กพล่านมากเท่าไหร่นัก นอกจากมีเหตุให้ต้องไป
แถวนั้นจริง ๆ
------ ลานด้านนอกของมาบุญครองวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ ที่น่าสะดุดตากว่านั้นก็คือ วัยรุ่นหลายร้อยคน
แต่งตัวตามสไตล์ของญี่ปุ่น (เค้าเรียกว่า mascot ใช่มะ?) มีงาน ลาน เวที ให้เด็กไทยได้แสดงออก
ในวัฒนธรรม รูปแบบที่เป็นของญี่ปุ่น ตอนเดิน ๆ อยู่ยังนึกว่าอยู่ที่ HARAJUKU ซะอีก ( พูดเหมือนเคยไป)
ใช้สายตาประมาณอายุคนเดินแถวนั้นแล้ว มีแต่เด็ก ๆ มัธยม ชุดที่สวมใส่มาประชันกัน ก็ส่วนใหญ่เป็นเด็กมัธยม
ท่าทางเราคงอายุมากที่สุดในบริเวณงานแถวนั้นเป็นแน่แท้
เดินไปเรื่อย ๆ จนถึงเวที ได้ยินเสียงเพลงญี่ปุ่นดังกระหึ่มมาแต่ไกล (ไอ้เราก็เป็นประเภท ได้ยินเสียงเพลง
ไม่ได้ซะด้วย ต้องรีบเดินรี่เข้าไปดู เข้าไปฟัง) แถมมีเสียงกรี๊ด กร๊าด ตามมาเป็นระยะ ๆ ๆ ๆ ๆ
เดือนไปจนเกือบหน้าเวที ก็เห็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิงล้วนทั้งหมด ยืนเต้น ร้องเพ ลง ลิปซิงค์ เลียนแบบนักร้อง ญี่ปุ่น
อยู่บนเวที ไม่ว่าการแต่งตัว ท่าทาง ท่าเต้น ทรงผม โอ้ว...ยีสสสสสสสสต์ ซะเต็มประดา
แล้วก็มองไปที่แผ่นป้ายงานชื่อว่า J-Friend celebration (ถ้าจำไม่ผิด) ถูกแร้วรอบตัวเรามีแต่เด็ก
วัยรุ่น ช่วงอายุมัธยม ยืนล้อมรอบเต็มไปหมด ส่วนใหญ๋เป็นเด็กผู้หญิงซะด้วยสิ ที่แต่งตัวกันเหมือนกับว่าเพิ่งมาจาก
ญี่ปุ่นสด ๆ ซิง ๆ ยังไงยังง้าน หันมามองสารรูปตัวเอง โอ้ว.......ยีสสสสสสสสต์ อีกแร้วตรู วันนี้แอบเอากางเกง
คุณนายระเบียบมาใส่ (แม่อิช้านเอง) ลายปักลูกไม้ด้วยสิ ขาสี่ส่วน ส่วนเสิ้ออีช้านก็ตัวพอง ๆ ๆ รองเท้าแตะรัดส้น
สภาพรอการขาดในไม่ช้า ส่วนหน้าตาก็น่ารักอยู่ เพราะวันนี้ทำอารมณ์หวานแหวว คาดที่คาดผมมาเดินมาบุญครอง
แต่สรุปโดยรวมเอาเป็นว่า ดูเด็ก ๆ พวกนี้ แล้วสังเวชอยู่ในใจ วัฒนธรรมญี่ปุ่นกำลังมาแรงมาก ต้องยอมรับกันตรง ๆ
โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นไทย เห็นหน้าตาเด็ก ๆ ในงานแล้วบอกได้คำเดียวว่า วัฒนธรรมแฟชั่น เพลง การแสดงออก ได้
กลืนกินเด็กไทยพวกนี้ไปหมดแร้ว แล้วใจก็ลอยพาลนึกไปถึงวัฒนธรรมไทย ดนตรีไทยบ้าง ถ้ามีเวทีแบบนี้
หันมารณรงค์ให้เหมือนพวกวัฒนธรรมต่างชาติที่เด็ก ๆ พวกนี้รับเข้ามาก็คงจาดีไม่น้อย ทันใดนั้นสมองก็มีภาพว่า
" บนเวทีเต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่น ใส่ชุดไทยประยุกต์ แล้วเล่นดนตรีประยุกต์สมัยใหม่ + ดนตรีกลิ่นไทย ๆ ให้เป็น
mix & match หรือไม่ก็อาจทำการประชาสัมพันธ์จับเด็กวัยรุ่นหน้าตาดี ๆ หน่อย มาเป็น presenter จัดเวที
ไว้ให้สำหรับวัฒนธรรมไทย ให้เด็กเดินหน้าลานมาบุญครอง หรือสยามเต็มไปด้วย การสวมใส่ผ้าไหมไทยประยุกต์
เปลี่ยนจากสายเดี่ยวเป็น สไบแทน จัดทำชุดไทยให้ทันสมัย เอาใ จวัยรุ่นที่ชอบชุด แนว modern หน่อย
ไม่ใช่จับเอาชุดไทยสมัยก่อนมาทั้งดุ้น มีการ apply ให้เข้ากับความต้องการของเด็กสมัยใหม่
สามารถกรี๊ด กร๊าดได้เวลาเพื่อนตัวเอง ตีระนาด ผสม ดนตรีแนว electronic หรือเพื่อนกำลังรำศรีนวลในจังหวะ
ของแจ๊สแดนซ์ อาจจะเรียกว่าเวอร์ชั่น ศรีนวล go inter ก็ว่ากันไป ฯลฯ เราคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเรามาร่วมมือ
ร่วมใจกันมันสามารถเป็นไปได้ "
เราขอเป็นฐานเสียง 1 คน มีใครอยากร่วมด้วย ขอเสียงหน่อยเร้วววววว......
November 25 หมอบอกว่าเป็นโรคร้ายเมื่อวานไปหาหมอ หมอตรวจพบว่า เป็นโรคร้ายชนิดหนึ่ง
อึ้ง...ทึ่ง...งง โธ่ชีวิตช้านทำไมตอ้งเป็นแบบนี้ด้วย
"โรคนี้ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้" หมอบอก
แต่มีวิธีเดียวคือ ..... อยู่ใกล้ ๆ กับคนที่เป็นโรคนี้เหมือนกัน
อ้าว...โธ่ ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ คุณหมอขา.......
จากการสำรวจในโลกนี้ประชากร ร้อยละ 80 เป็นโรคตามหาเงาอีกครึ่งซีกของตัวเอง
ถ้าคุณลองสังเกตุดูดี ๆ ตอนนี้เงาของคุณเข้ม ข้น หรือว่า จาง ๆ ตอนรับแสงแดด
ฉันเพิ่งสังเกตุเห็นเงาของฉัน มันเริ่มจางลง ๆ และซ้ำร้ายเกิดอาการแทรกซ้อน
หมอบอกว่า อาการนั้นเรียกทางการแพทย์ว่า อาการ ห. เข้าแทรกแซง
อาการ ห. มันเป็นไงล่ะคะ คุณหมอ....ฉันเอ๋อ ไปชั่วขณะ
อ่อ อาการ ห. ก็คือ เงา + ห = เหงา
เห็นไม๊มี อาการ ห. มาเข้าแทรกแซง ตอนตามหาเงาตัวเองอยู่ เรย ออกมาเป็นอาการ เหงา
แล้วถ้าคนที่มีอาการแบบนี้ อยู่ด้วยกัน มันจะบรรเทาและทุเลาลงได้
อ่ะ... แล้วกลับมาหาหมออีกภายใน 2 เดือนข้างหน้า ตอนนี้หมอจะแบ่ง คนเหงาให้กลับไปอยู๋ด้วยสักคน
แล้วมาหาตามที่หมอนัดนะ อย่าเบี้ยว อย่าขาด อย่าแอบไปเหงากัน 2 คน
-------------------------------------------------------------------------------------------
เขียนเล่น ๆ เพราะมีคนชอบบอกว่าเรา ขี้เหงาดีนัก เรยเอามาแต่งเรื่องอ่านเล่น ๆ เอง หุหุ
ขอแก้ผ้า เอ๊ย ขอแก้ตัวหน่อยว่า เราไม่ได้เหงา แต่กำลังตามหาเงา อีกครึ่งด้านที่เริ่มจางไป
November 12 โลกของคนที่ใช้ใจสัมผัสถ้าวันนี้ คนเรา สามารถรักกันได้มากขึ้นอีกสักนิดก็คงจะดี......
รักตัวเอง รักคนอื่น รักคนรอบข้าง รักธรรมชาติ รักฟากฟ้า และท้องทะล
เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคนตาบอดคนนึง เขาบอกว่า ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเขามีพรสามารถขอนางฟ้าได้
เขาจะขอเป็นคนตาบอดอยู่ในโลกที่เขาเคยเป็นนี่ล่ะ ไม่ขอเป็นคนตาดี ๆ เหมือนคนอื่น ๆ ๆ
เพราะโลกนี้ของเขามีความสุขแล้ว ......
มีคนถามเขาว่า ผู้หญิงที่สวยในความคืดเขาเป็นยังไง.....
เขารีบตอบทันทีว่า ผู้หญิงสวยคือ คนที่สวยจากจิตใจ คำพูด การกระทำ นั่นคือความสวยงามที่พวกเขาสัมผัสได้
ฟังแล้วก็อยากไปอยู่ในโลกของเขาจัง.... โลกที่ไม่ต้องเสแสร้งใส่หน้ากากเข้าหากัน
ไม่ต้องนั่งปั้นหน้า ไม่ต้องฝินความรู้สึก .....
อยากลองเกิดเป็นคนตาบอดสักช่วงนึง คงได้อรรถรสในโลกใบใหม่ และประสบการณ์แปลกใหม่ เป็นแน่แท้
-- โลกที่ไม่ต้องใช้หน้าตาเข้าหากัน
-- โลกที่ไม่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม มารยาเสแสร้ง
-- โลกที่ความสวยงามอยู่ที่หัวใจ
-- โลกที่สามารถหลับได้ตลอดเวลา (อิอิ อันนี้ชอบ)
-- โลกที่จินตนาการ ไร้ขอบเขต ไม่มีกฏแห่งการมองเห็นกำหนด หรือขีดเส้น บังคับ
-- โลกที่ใช้มือเป็นใหญ่ ในการทำสิ่งต่าง ๆ (เพราะมือนั่นคือตัวแทนของหัวใจ)
โลกที่ความรักคือสิ่งสวยงาม รักที่ไม่ปนเปิ้อน ร่างกายถูกออกแบบมา แทบไม่ได้ใช้
แต่หัวใจต่างหากที่ยิ่งใหญ่ในโลกใบนี้
November 07 สำหรับน้องที่รักยิ่ง (น้องจอย)กลางดึกของคืนวันที่ 1 พย. ประมาณ 5 ทุ่ม มีโทรศัพท์มาบอกว่าน้องที่รู้เราจักชื่อจอย เข้าโรงพยาบาล
หัวใจหยุดเต้นไปเกือบชม. แล้ว นาทีนั้นพูดอะไรไม่ออก หัวตื้อ มือชา มึน ๆ ๆช๊อค ๆ ๆ
ทำไงดีล่ะทีนี้ รถที่ในหมู่บ้านก็หมดแล้วด้วย น้องก็ไม่อยู่ ถ้าอยู่จาได้ให้ขับรถไปส่ง
ก็เรย โทรเรียกศูนย์แท็กซี่ให้มารับ
.............................................................................................................
รพ. บางกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล คือเป้าหมายการเดินทางในครั้งนี้ของเรา
พอไปถึงเพื่อน ๆ อยู่กันเต็มไปหมดหน้าห้อง i.c.u.
รู้ข่าวว่า จอยชัก ขณะอาบน้ำ แล้วก็หน้าทิ่มไปในอ่างน้ำ แล้วก็หยุดหายใจด้วยนานทีเดียว
หมอปั๊มหัวใจขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยัง 50/50 อยู่
เห็นคนเป็นแม่ร้องไห้ ปานใจจะขาด แล้วรู้สึกว่า.... โอวชีวิตคนเรา แม้ตอนเกิด หรือช่วงสุดท้ายของชีวิต
คนที่ยังรัก และห่วงเรา ไม่ไกลห่างจากเราเรย ก็คือ คนที่เป็นแม่เรานี่ล่ะ
ทุกคนรอผลการทำงานของแพทย์ในห้อง i.c.u. อย่างใจจดจ่อ
เกือบเที่ยงคืนกว่า ๆ หมอออกมาบอกว่า ให้ทำใจอ่ะ......
แต่ก็ให้พวกเราเข้าไปดูหน้าน้องเค้าได้ ไปเยี่ยมเค้าได้ทีละ 2 คน
ตอนเข้าไปเห็นหน้าจอย... ทุกคนออกมาร้องไห้กันออกมาหมด
เราพยายามไม่ร้อง แต่จริง ๆ ร้องไปในใจอยู่ตลอดเวลา ไม่อยากให้ใครเห็น เดี๋ยวจะร้องกันไปใหญ่
พอเห็นหน้าน้องเค้า..... เราไร้ความรู้สึกมาก... บอกไม่ถูก
ไม่รู้จาเริ่มต้นตรงไหน....มือไม้วางไม่ถูก ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปาก
ส่วนน้องที่เข้าไปด้วยกัน ก็พูดกับจอยใหญ่ เหมือนจอยกำลังหลับอยู่
จอยหลับตาพริ้ม แต่เรารู้สึกว่าจอยตื่นอยู่และมีชีวิตอยู่ข้าง ๆ พวกเรา
จอยไม่ได้ยิ้มให้เหมือนทุกครั้งที่พวกเราเห็น แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าจอยกำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
จอยไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพราะตามตัว ตามหน้า ใส่สายระโยงระยางเต็มไปหมด
แต่เรารู้สึกว่า จอยกำลังพูดบางอย่างกับพวกเราอยู่
วันนี้มือของจอยขยับไม่ได้ เพราะกำลังใส่สายน้ำเกลือ และให้เลือดตามแขนเต็มไปหมด
แต่เรารู้สึกว่าจอยกำลังสัมผัสใจ สัมผัสพวกเราอยู่ด้วยความรักตลอดเวลา
น้ำตาเราจะหลั่งรินให้ได้ ........
จอยน้องสาวที่รัก พี่ไม่มีคำพูดอะไรจะพูดกับจอย
แต่พี่มีแต่ความรู้สึก ที่ยากจะอธิบายได้ ไม่มีภาษาใด ๆ มาแทนความรู้สึกของพี่ได้ตอนนี้
แต่มันเป็นภาษาที่พี่สื่อสารถึงจอยได้ พี่เชื่อว่าจอยเข้าใจภาษาจากพี่ ณ นาทีนี้
คืนนั้น ฉันนอนเฝ้าอาการจอยนอกห้อง i.c.u. ทั้งคืนร่วมกับพี่น้องคนอื่น ๆ
รุ่งเช้าอาการจอยก็ยังทรง ๆ ไปเรื่อย ๆ
สาย ๆ ฉันก็กลับบ้านมาอาบน้ำ เหมือนตัวเองจะไม่สบายนิด ๆ ๆ
นอนไปตื่นมาบ่าย ๆ เชียว ตอนเย็นไปโรงพยาบาล....
จอยเสียแล้ว!!!!
ไม่อยากได้ยินคำนี้ ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ก็รู้ว่าทุกคนต้องมีวันนี้ มาถึงกันทุกคน
น้ำตาเราก็ไหลตลอด ตั้งแต่รู้ข่าวจอย
เสียใจหลายอย่างที่กำลังจะทำ บางอย่างให้จอย แต่ยังไม่ได้ทำ
เสียใจที่ตอนจอยอยู่พี่พลาดที่จะทำอะไรบางอย่างให้จอยไป
จอย.....สิ่งที่พี่จะทำให้จอยได้อีกครั้งคือ พี่มีเพลงพิเศษที่พี่จะมอบให้จอย
พี่ทำไปพี่ก็น้ำตาไหลตลอดทางของการทำเรย
พี่ก็ไม่ไหวอีกแร้วล่ะตอนนี้....พรุ่งนี้พี่มาเขียนใหม่นะจอย
October 31 เราจึงไม่ได้อยู่ตามลำพัง กับเงาที่สมบูรณ์แบบช่วงนี้ตระเวณเข้าร้านหนังสือ และก็ซื้อหนังสือมามากมาย หลังจากผ่านศึกสมรภูมิน้ำลายจากเจ้าคุณแม่
สงครามที่เพิ่งสงบลงไม่นาน เพราะเหตุ ตัวเราปันใจให้กับหนังสือ จนเต็มแทบทะลักล้นห้องนอน
แม้แต่เตียงก็ยกให้หนังสือทั้งหลายนอน จนตัวเรากับเจ้าคุณแม่ต้องถ่อสังขารลงมานอนข้างล่างเตียง
นับวันยิ่งรัก ยิ่งผูกพันธ์ ยิ่งหลายใจ ซะแล้วเรา.... เดี๋ยวนี้ริอ่านเริ่มซื้อหนังสือภาษาอังกฤษเป็นนิยายมาอ่าน
เริ่มเถลไถลออกไปนอกประเทศบ้างบ่อย ๆ ๆ (งือ ๆๆ เค้าอยากไปญี่ปุ่น ที่ซู้ด)........
งาน book fair ที่จัดที่ศูนย์ประชุมสิริกิตย์ เราเริ่มเบื่อ เซ็ง คนก็เยอะ (แต่ไปเดินมา 3 วัน ขนาดเซ็งนะเนี่ยะ)
ช่วงงานสัปดาห์หนังสือ ตัวเราก็ยกร่างกายไปสิงสถิตย์ที่ร้าน kino สยามพารากอน
ทุกครั้งที่เดินเข้าไป มันให้ความรู้สึกประหลาดบอกไม่ถูก เหมือนกับว่านี่ล่ะคือสถานที่ โลกที่ ๆ เราอยากอยู่
เพิ่งอ่าน kafka on the shore หรือชื่อภาษไทยคือ คาฟการ์ วิฬา นาคาตะ จบไปเมื่อเที่ยงวันเอง ของ
Murakami อ่านแล้วตัวละครในเรื่องมันทำให้รู้สึกถึงการเข้าไปผจญภัย ในโลกอีกหลาย ๆ มิติที่ซ้อนกันอยู่
จริงๆ มันคือจิตสำนึกภายในของมนุษย์ที่ไขว่คว้า หาสถานที่ ที่หนึ่งที่อยากเอาตัวเองไปใช้ชีวิต ดำรงอยู่ใน
ที่ ๆ คนอื่นเข้ามาไม่ถึง ในที่ ๆ เจอกับบางคน ความทรงจำบางอย่าง หรือแม้แต่เวลาที่มันหยุดในช่วงชีวิตตอนนั้น
ศิลาเบิกทวาร เป็นตัวไข ความลับของผู้คนในหนังสือที่คนแต่งพูดถึง ต้องมีตัวแปรบางตัว ทำให้คนเรา
สามารถเข้าไปอยู่ในที่ ๆ นั้นได้ ตัวละครของ murakami ค่อนข้างเว้าแหว่ง ขาดวิ่น ไม่สมบูรณ์เลยสักคน
อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ต้องการการเติมให้เต็ม อ่าพอและ เดี๋ยวหาว่ามา review หนังสือ
ก็คือจาบอกว่าทุกครั้งที่เราเข้าร้าน kino เรารู้สึกว่า นี่ล่ะโลกสมบูรณ์ของเรา เราสามารถหยิบหนังสือขึ้นมา
แลว้สูดดมเอาน้ำหมึก กลิ่นไอ จากหนังสือแต่ละเล่มได้อย่างชื่นใ จ เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนเราหายไป หรือว่า
อยากเจอเรา สามารถไปหาได้ที่นี่ รับรอง ได้เจอกันแน่ ๆ ๆ เพื่อน ๆ เรายินดีต้อนรับทุกคนที่ไปหาเรา เหอ เหอ
เมื่อคืนก็ไปซื้อหนังสือมาหลายเล่มเชียว กลับมาบ้านแทบไม่หลับไม่นอน พยายามใส่ใจและพูดคุยกับเพื่อน ๆ ของเรา
กว่าจานอนก็ตี 3 โน่น แน่ะ เราไม่เคยเสียดายเวลาสักกระนิดนึงที่เราได้ สัมผัส ได้พูดคุย สนทนา รับรู้ความรู้สึก
ความคิด ต่าง ๆ ที่อยู่ภายในตัวเพื่อน ๆ เราแต่ละคน เราจึงไม่ได้อยู่ตามลำพัง เป็นคำกล่าวของ Alberto Manguel
เขาเขียนไว้ในหนังสือ A history of reading เขาให้ความสำคัญของการอ่านเทียบเทากับการหายใจเลยทีเดียว
มีคนมากมายในโลกนี้ก็กำลังนั่งอ่านอย่างขะมักเขม้นพอ ๆ กับเวลาที่เราอ่าน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ได้อยู่ตามลำพัง
โลกตรงนี้ ของเราหอมหวาน ไออุ่นของการสัมผัส กับความรู้ ความคิดจากตัวเธอ มันช่างประหลาดล้ำ
เราเหมือนมีเงาที่เลือนลางและเจือจาง เราออกตามหาเงาที่สมบูรณ์ของเรา
จนในที่สุด เงาของเราก็ทาบทับกันได้อย่างสนิท พอดิบพอดี ไม่มีรอยเหลือมเชื่อมต่อใด ๆ
ให้เกิดรอยแยก แตกร้าว ขอบคุณเพื่อนรัก ที่เป็นเงาที่เราตามหามาแสนนาน
วันนี้ฉันมองเงาของฉันในแสดงแดด ตอนบ่าย....
ฉันมั่นใจว่า เงาของฉันไม่ลางเลือนเหมือนที่ผ่านมา แต่มันกลับเข้มข้น ดำขึ้น ดำขึ้น ๆ ๆ เย้ยยย
ฮ๋า ๆ ๆ ๆ ๆ ดำขึ้นจนฉันสุขใจ กับการตามหาเงาที่จางหายไป
แล้วเงาของพวกคุณล่ะ เคยสังเกตุกันบางไม๊ ว่าตอนนี้ยังมีเงา เดินข้าง ๆ คุณอยู่หรือเปล่า
หรือว่าเจือจาง ลงจนคุณไม่ทันสังเกตุเห็น
อย่าลืมสังเกตุเงาของตัวเอง !!!!!
|
|
|